แม่น้ำเงิน ไม่มีเงิน

เมื่อครั้งที่แล้วในเรื่องน้ำตกอิกัวซู (Iguazú) ได้ติดตามการเดินทางของแม่น้ำอิกัวซูว่าเกิดในบราซิล ไหลลงมาถึงชายแดนอาร์เจนตินาเกิดเป็นน้ำตกอิกัวซู แล้วไหลต่อไปรวมกับแม่น้ำปารานา (Paraná) ซึ่งไหลไปลงเขื่อนอิไตปู้ (Itaipú) อีกต่อหนึ่ง
เกิดคำถามว่า แล้วน้ำนั้นไปไหนต่อ? ไม่น่าจะจบลงที่เขื่อนใช่ไม๊

ด้วยความสงสัย เลยไปอ่านข้อมูลของแม่น้ำปารานา ได้คำตอบว่าไหลไปรวมกับแม่น้ำอุรุกวัย (Uruguay) กลายมาเป็นแม่น้ำปลาต้า (Río de la Plata) และไปจบการเดินทางที่มหาสมุทรแอตแลนติก

อ่อ … มารวมกับ Río de la Plata ที่เราคุ้นเคยนี่เอง
Río de la Plata (ริโอ เด ลา ปลาต้า) หรือที่ในภาษาอังกฤษบ้างเรียกว่า River Plate บ้างเรียกว่า La Plata River เป็นแม่น้ำที่ทำให้เราต้องทำความเข้าใจกับคำว่า “แม่น้ำ” เสียใหม่ คนที่โตมากับแม่น้ำปิง มาเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นแม่น้ำบางนาราก็รู้สึกว่าเป็นแม่น้ำที่กว้างแล้ว ไปเจอแม่น้ำที่กว้างสุดลูกหูลูกตา มองไปไม่เห็นฝั่งตรงข้าม นี่ใช่แม่น้ำจริงๆ เหรอ??

แม่น้ำ La Plata เกิดจากน้ำของแม่น้ำปารานาและแม่น้ำอุรุกวัยมารวมกันบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของบัวโนสไอเรส จุดที่แม่น้ำสองสายมารวมกันกว้าง (แค่) เกือบๆ 50 กิโลเมตร แล้วไหลต่อลงมา โดยเป็นแนวพรมแดนทางธรรมชาติระหว่างอาร์เจนตินากับอุรุกวัยไปด้วย ก่อนที่จะลงมหาสมุทรแอตแลนติก รวมความยาว 320 กิโลเมตร ถือเป็นแม่น้ำสั้นๆ เมื่อเทียบกับแม่น้ำสำคัญระดับโลกทั่วไป แต่ความเด็ดของเค้าอยู่ที่ความกว้างจ้า แม่น้ำอะไรจุดที่กว้างที่สุด กว้างตั้ง 219 กิโลเมตร ทำให้แม่น้ำ La Plata เป็นแม่น้ำที่กว้างที่สุดในโลก … 219 กิโลเมตร นี่มันระยะทางจากกรุงเทพจนเกือบจะถึงนครสวรรค์อยู่แล้ว …
ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์และอะไรต่างๆ แล้ว ผู้รู้บางคนก็บอกว่าแม่น้ำ La Plata จริงๆ แล้วไม่ใช่แม่น้ำ น่าจะเรียกว่า อ่าว มากกว่า เป็นปากอ่าวของแม่น้ำปารานาและแม่น้ำอุรุกวัย ที่กำลังไหลลงมหาสมุทรแอตแลนติก

นักวิชาการจะว่ายังไงก็แล้วแต่เนาะ เมื่อยังไม่มีการแก้ไขข้อมูลทางการ เราก็จะเรียกว่าแม่น้ำต่อไป
ประวัติศาสตร์บอกว่า “คนขาว” ที่มาเจอแม่น้ำ La Plata ครั้งแรกในปี 1516 คือ Juan Díaz de Solís นักเดินเรือชาวสเปน ซึ่งอยู่ระหว่างล่องเรือทางตอนใต้ของทวีปอเมริกา พยายามหาทางเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทริปนั้นประกอบด้วยเรือ 3 ลำ ลูกเรือ 70 คน ล่องเรือตามแนวชายฝั่งทิศตะวันออกไปเรื่อยๆ จนไปเจอแม่น้ำ La Plata และล่องเรือทวนกระแสน้ำขึ้นไปเรื่อยๆ โดยส่วนหนึ่งขึ้นฝั่งที่พื้นที่ของ Colonia ในปัจจุบัน แล้วก็โดนคนท้องถิ่นพื้นเมืองโจมตี ว่ากันว่าเหลือลูกเรือรอดชีวิตแค่คนเดียว เป็นเด็กหนุ่มอายุ 14 ปี ชื่อ Francisco del Puerto ที่รอดไม่ใช่ว่าอะไร แต่เพราะว่าวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นพื้นเมืองจะไม่ฆ่าคนแก่ สตรี และเด็ก ประวัติศาสตร์เล่าอีกว่า หลายปีหลังจากนั้น Sebastian Cabot นักเดินเรืออีกคนนึงก็ล่องเรือแถวบริเวณนั้นแล้วเห็นคนท้องถิ่นพื้นเมืองตัวโตๆ คนหนึ่งยืนตะโกนร้องเรียกอยู่บนฝั่ง พอขึ้นฝั่งก็พบว่า คนนั้นคือ Francisco del Puerto นั่นเอง ซึ่งยังมีชีวิตและเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูอย่างดีของคนท้องถิ่นพื้นเมือง สุดท้าย Francisco ก็ขึ้นเรือออกเดินทางไปกับ Cabot นั่นเอง

นั่นฝั่งหนึ่ง แต่อีกฝั่งหนึ่งก็บอกว่า “คนขาว” คนแรกที่เห็นแม่น้ำ La Plata คือ Amerigo Vespucci (อเมริโก เวสปุชชี) ตะหาก

ถ้าพอรู้ประวัติศาสตร์ “โลกใหม่” หรือทวีปอเมริกาบ้าง ชื่อที่จะได้ยินบ่อยๆ ซ้ำๆ น่าจะเป็นชื่อ Cristoforo Colombo หรือ Chirstopher Columbus หรือคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสนักเดินเรือชาวอิตาเลียน ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น “The discoverer of America” หรือ ผู้ค้นพบอเมริกา จากการเดินเรือด้วยการสปอนเซอร์ของกษัตริย์สเปน แต่เอาจริงๆ ข้อมูลนี้ถูกแล้วเหรอ? ก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียวนะ เพราะว่าก่อนหน้าที่โคลัมบัสจะล่องเรือไปถึงอเมริกา ก็มี “คนขาว” กลุ่มอื่นที่ไปถึงแล้ว โดยเฉพาะพวกไวกิ้ง แต่พวกไวกิ้งไปถึงอเมริกาแล้วก็จบไป ไม่ได้มีการสานต่ออะไร ในขณะที่การไปถึงของโคลัมบัสเนี่ย มีผลลัพธ์ตามมามากมาย Martin Dugard นักวิชาการฝรั่งอธิบายไว้สั้นๆ แต่ได้ใจความ เขาบอกว่า โคลัมบัสโด่งดังขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเขาป่าวประกาศว่าเขาไปถึงเป็นคนแรก แต่เพราะโคลัมบัสเขา “อยู่ยาว” “Columbus´s claim to fame isn´t that he got there first, it´s that he stayed” … มันก็จริงนะ ค้นพบ สำรวจ ครอบครอง บุกรุก ปกครอง ข่มเหง… แล้วแต่ว่าจะมองจากมุมของคนยุโรป หรือคนท้องถิ่นพื้นเมืองของทวีปอเมริกา …

เรื่องว่าโคลัมบัสไม่ใช่ “คนขาว” คนแรกที่ไปถึงอเมริกาก็เรื่องนึง และยังมีเรื่องหนึ่งด้วย อย่าลืมว่าโคลัมบัสออกเดินทางจากยุโรป โดยตั้งใจจะหาเส้นทางเดินเรือไปให้ถึงเอเชีย โดยได้แรงบันดาลใจมาจากบันทึกการเดินทางของ Marco Polo (มาร์โค โปโล) ซึ่งล่องเรือจากยุโรปไปทางทิศตะวันออกจนไปถึงเอเชีย โคลัมบัสว่าจะล่องเรือไปเอเชียบ้าง แต่จะไปทางทิศตะวันตก พอไปเจอแผ่นดินใหม่ โคลัมบัสก็ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นแผ่นดินใหม่ ยังคงนึกว่าเป็นเอเชีย … โคลัมบัสไม่สงสัยมั่งเหรอ ขึ้นฝั่งมาตั้งนาน ทำไมไม่เจออะไรๆ แบบที่มาร์โค โปโลเคยเขียนบรรยายไว้เมื่อตอนเดินทางไปถึงจีนถึงเอเชียมั่งเลย … ที่จริงแล้ว “คนขาว” ที่ฉุกคิดขึ้นมาและยืนยันว่านี่คือแผ่นดินใหม่ ไม่ใช่เอเชีย คือคุณ Amerigo Vespucci (อเมริโก เวสปุชชี) นักเดินเรือชาวอิตาเลียนที่เดินเรือสำรวจทวีปอเมริกาด้วยทุนทรัพย์ของกษัตริย์โปรตุเกสคนนี้ตะหาก เวสปุชชีเดินเรือไปทวีปอเมริกา อยู่แถวๆ บราซิล แล้วก็ออกมาสรุปว่า นี่เป็นแผ่นดินใหม่ หาใช่เอเชียแบบที่โคลัมบัสบอกไม่ ข้อมูลจากการบันทึกของเวสปุชชีได้รับการสนับสนุนจาก Martin Waldeseemuller คนเขียนแผนที่ชาวเยอรมัน ซึ่ง 1 ปีหลังจากที่โคลัมบัสเสียชีวิต Waldeseemuller ก็ตีพิมพ์แผนที่โลกซึ่งเรียกแผ่นดินใหม่ว่า America – คำเพศหญิงของ Americus ซึ่งเป็นชื่อของเวสปุชชีในภาษาลาติน – Waldeseemuller บอกด้วยว่าตั้งชื่อทวีปใหม่ให้เป็นเพศหญิงเพื่อให้สอดคล้องกับยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ที่ต่างก็เป็นชื่อเพศหญิงทั้งหมด สรุปว่า ทุกวันนี้ ทั้งโคลัมบัส ทั้งเวสปุชชีต่างก็ได้รับการยอมรับในส่วนของตน โคลัมบัสในฐานะ “ผู้ค้นพบ” แผ่นดินใหม่ ส่วนเวสปุชชีก็ในฐานะผู้ที่รู้ว่า นี่คือแผ่นดินใหม่ ไม่ใช่เอเชียแบบที่เคยเข้าใจผิดกันมา ก็เป็นเกียรติเป็นศรีกับวงศ์ตระกูลกันไปทั้ง 2 ฝ่าย

แล้วสรุปว่า คนขาวคนแรกที่พบแม่น้ำ La Plata เนี่ย ใช่เวสปุชชีไม๊
บ้างบอกว่า เวสปุชชีล่องเรือมาเจอแม่น้ำ La Plata จริง แล้วตั้งชื่อว่า แม่น้ำ Jordan บ้างก็คัดค้าน เพราะหลักฐานที่ชัดเจนคือ เวสปุชชีเน้นเดินเรืออยู่แถวๆ ฝั่งตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกา ประมาณบราซิล บ้างบอกว่าลงไปจนถึง Patagonia (ปาตาโกเนีย) ทางใต้ของอาร์เจนตินา แต่ก็โดนแย้งอีกว่า ถ้าไปจริง ทำไมในบันทึกการเดินทางไม่เห็นพูดถึงแม่น้ำ La Plata เลย แม่น้ำใหญ่ขนาดนั้นถ้าพบถ้าเห็นต้องเขียนถึงสิ ถ้าไม่เขียนถึงแบบนี้ แปลว่าไม่ได้ไปเห็นหรอก

เอาเป็นว่า เมื่อคนขาวล่องเรือมาแถบนี้ ก็มาพบแม่น้ำ La Plata ก็ละกันเนอะ ตอนแรกคนท้องถิ่นพื้นเมืองเรียกแม่น้ำนี้ว่าอะไรไม่มีหลักฐานปรากฏ แต่สมัย Solís ตั้งชื่อให้ว่า Mar Dulce (มาร์ ดุลเซ่) หรือ ทะเลจืด –ก็กว้างอย่างกับทะเลแต่เป็นน้ำจืด- ต่อมา Cabot มาเปลี่ยนชื่อเป็น La Plata ซึ่งแปลว่า Silver เพราะว่า มีเรื่องเล่าถึง Sierra del Plata (เซียร์ร่า เดล ปลาต้า) หรือ Silver Mountain ที่เชื่อกันว่าตั้งอยู่เหนือขึ้นไปทางต้นน้ำนู่น แต่จริงๆ แล้ว บริเวณใกล้ๆ นั้น ไม่มีนะภูเขาเงินตามเรื่องเล่า ถ้าจะเสาะหากันจริงๆ ก็นู่นเลย เหมืองเงินอยู่ที่ Potosí (โปโตซี) ในโบลิเวียปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างออกไปตั้งไกล

เมื่อมาพบแม่น้ำ La Plata ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ก็มีการก่อร่างสร้างเมือง โดย Pedro de Mendoza (เปโดร เด เมนโดซา) ได้ตั้งบัวโนสไอเรสขึ้นที่ฝั่งใต้และตะวันตกของแม่น้ำ La Plata เมื่อปี 1536 ชื่อเต็มเพราะๆ ของเมืองคือ Santa María de los Buenos Aires (ซานตา มาเรีย เด โลส บัวโนส ไอเรส) แปลตรงๆ ตัวคือ พระแม่มาเรียแห่งอากาศดี (Buenos Aires แปลว่าอากาศดี) แล้วก็มีช่วงที่ทิ้งเมืองไป ก่อนจะกลับมาก่อตั้งกันอีกครั้งเมื่อปี 1580 โดย Juan de Garay (ฆวน เด กาเรย์) ข้างฝั่งโปรตุเกสก็ไปตั้งเมือง Colonia del Sacramento (โกโลเนีย เดล ซาคราเมนโต) ขึ้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ อยู่ตรงข้ามกับบัวโนสไอเรสพอดิบพอดี แต่ก่อตั้งปุ๊บ ก็โดนฝั่งสเปนมารุกปั๊บ เพราะสเปนกับโปรตุเกสได้ทำสัญญา Tordesillas กันไว้เพื่อตกลงแบ่งพื้นที่การเดินเรือในแอตแลนติกและโลกใหม่ ตอนนั้นมีการขีดเส้นสมมติแนวตั้งพาดตั้งแต่ขั้วโลกเหนือไปขั้วโลกใต้ แล้วยึดเอาเส้นแบ่งอยู่ที่ประมาณทางตะวันตกของ Cape Verde ในปัจจุบัน พื้นที่ฝั่งตะวันออกของเส้นนี้ให้เป็นของโปรตุเกส พื้นที่ฝั่งตะวันตกให้เป็นของสเปน เส้นนี้มันผ่านแนวของบราซิลทำให้บราซิลเป็นประเทศเดียวในอเมริกาใต้ที่พูดโปรตุเกส ในขณะที่ประเทศอื่นๆ พูดสเปนนะจ๊ะ พอแบ่งพื้นที่ทำสัญญากันแล้ว โปรตุเกสดันผิดสัญญามาตั้งเมืองรุกล้ำเข้ามาในเขตของสเปน ก็สู้กันหน่อยล่ะ นอกจากแย่ง Colonia del Sacramento กันแล้ว สเปนก็รุกด้วยการไปตั้งอีกเมืองนึง เพื่อกันการขยายตัวการเติบโตของพื้นที่ของพวกโปรตุเกส ซึ่งเมืองที่สเปนตั้งขึ้นก็คือมอนเตวิเดโอ เมืองหลวงของอุรุกวัยในปัจจุบันนั่นเอง

นอกจากเจ้าอาณานิคมจะมาสู้กันบริเวณแม่น้ำ La Plata ในยุคล่าอาณานิคมแล้ว ชาติมหาอำนาจยุคใหม่ก็มาสู้รบกันบริเวณแม่น้ำ La Plata อีกนะ โดยเป็นสถานที่เกิดเหตุของการสู้รบกันระหว่างเรือ Admiral Graf Spee ของเยอรมนี และเรือ HMS Ajax เรือ HMS Archilles และเรือ HMS Exeter ของสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สรุปโดยย่อก็คือ ช่วงก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะระเบิดขึ้น กองทัพเยอรมนีได้ส่งเรือ Admiral Graf Spee ไปเตรียมพร้อมอยู่บริเวณแอตแลนติกใต้เพื่อเตรียมรับมือและทำลายกองเรือของฝั่งตรงข้าม จนสุดท้ายก็ไปสู้รบกับเรือของสหราชอาณาจักรในน่านน้ำของอุรุกวัย เรียกว่า Batalla del Río de la Plata (La Plata River Battle) หรือ Batalla en la Bahía de Montevideo (Montevideo Bay Battle) เมื่อปี 1939 นับเป็นการต่อสู้ทางเรือครั้งสุดท้ายของโลก สู้กันด้วยเรือล้วนๆ ไม่รวมเรือดำน้ำหรือเครื่องบิน และเป็นการสู้รบระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้นในอเมริกาใต้ การสู้รบครั้งนั้นสหราชอาณาจักรชนะ จุดจบของเรือ Admiral Graf Spee น่ะเหรอ? กัปตัน Hans Langsdorf ตัดสินใจจมเรือเพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของกองทัพสหราชอาณาจักร โดยก่อนที่จะจมเรือก็ขนย้ายลูกเรือไปพักรักษาตัวที่มอนเตวิเดโอ และบัวโนสไอเรส โดยต่อมาบางส่วนเดินทางกลับเยอรมนี แต่บางส่วนก็อาศัยอยู่ต่อทั้งในมอนเตวิเดโอ ทั้งในบัวโนสไอเรส รวมถึงเมืองอื่นๆ ในทั้งสองประเทศจนตั้งครอบครัวสืบลูกหลานมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนกัปตัน Langsdorf ก็จบชีวิตตัวเองด้วยการยิงตัวตายในที่พักที่บัวโนสไอเรส เขาว่าแต่งตัวเครื่องแบบเต็มยศและห่มร่างกายตัวเองไว้ด้วยธงกองทัพเยอรมนีด้วย

ถามว่า ในปัจจุบันนี้ แม่น้ำ La Plata มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน ตอบได้เลยว่ามาก นอกจากเป็นพรมแดนทางธรรมชาติระหว่าง 2 ประเทศ ยังเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญมาก ทั้งสำหรับเรือขนส่งสินค้าทั้งเรือผู้โดยสาร สมัยอยู่บัวโนสไอเรส ถ้าต้องไปมอนเตวิเดโอ ถ้าเลือกได้จะเลือกนั่งเรือ บริษัทเดินเรือหลักคือบริษัท Buquebus ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงหรือถ้าเป็นเรือเร็วจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ท่าเรือทั้งฝั่งบัวโนสไอเรสและฝั่งมอนเตวิเดโอถือได้ว่าอยู่ในเมือง ซึ่งสะดวกสำหรับการเดินทาง ถ้าเดินทางด้วยเครื่องบิน แม้ว่าจะใช้เวลาบินไม่ถึง 1 ชั่วโมง แต่อย่าลืมว่าสนามบินไม่ได้อยู่ในตัวเมือง แถมยังต้องเสียเวลาไปถึงสนามบินก่อนเวลาเดินทางค่อนข้างเยอะ และที่สำคัญการเดินทางทางเครื่องบินในอาร์เจนตินามีความเสี่ยงสูงมาก … ไม่ใช่เสี่ยงเรื่องความปลอดภัย แต่เสี่ยงว่า วันนี้จะเจอประท้วงอะไรไหม ประท้วงกันเก่งจริงๆ บางทีก็นักบิน บางทีก็เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน บางทีก็เจ้าหน้าที่สนามบิน

สิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากคือ รู้สึกว่า คนมอนเตวิเดโอได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำอย่างเต็มที่มากกว่าฝั่งอาร์เจนตินา เพราะชายฝั่งด้านมอนเตวิเดโอเป็นเหมือนชายฝั่งทะเล มีหาดมีคลื่น คนรู้จักเคยบอกว่า ช่วงพักเที่ยงถ้าอากาศดีๆ ก็ใส่กางเกงว่ายน้ำกระโดดลงเล่นน้ำสักพักแล้วค่อยกลับมาทำงานต่อช่วงบ่าย ส่วนฝั่งในบัวโนสไอเรส โดยเฉพาะในตัวเมือง มีการทำทางเดินริมน้ำมีรั้วกั้นและทางเดินอยู่สูงกว่าระดับน้ำ ทำให้ไม่ได้ “สัมผัส” น้ำได้เต็มที่ แต่กระนั้นก็ตาม การมีแม่น้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลอยู่ใกล้ตัว มันช่วยให้อากาศดี ให้มีลมพัด ช่วยให้ไม่ค่อยมีมลภาวะทางอากาศภายในเมือง ทำให้บัวโนสไอเรสเป็นเมืองที่อากาศดีสมกับชื่อจริงๆ

Advertisements

ตระการตาและเปียกปอน ที่น้ำตกอีกัวซู

อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยงามตระการตาหลายแห่ง ทั้งพื้นที่แห้งและทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงเหนือ เทือกเขาแอนดิสทางตะวันตก ธารน้ำแข็งทางใต้ รวมทั้งเมือง Ushuaia (อูชัวยา) เมืองที่อยู่ใต้สุดของโลก ทุ่งหญ้า Pampa (ปัมปา) ตอนกลางของประเทศ รวมถึงพื้นที่ป่าร้อนชื้นทางตะวันออกเฉียงเหนือ

… ก่อนอื่นขอนอกเรื่องหน่อย ก่อนที่จะพูดถึงอาร์เจนตินากันต่อ … พูดถึง Ushuaia แล้วอดขำไม่ได้ รู้จักชื่อนี้ครั้งแรกตอนอยู่ฝรั่งเศส เป็นชื่อยี่ห้อสบู่ เหมือนกับรู้จักชื่อ Quechua ครั้งแรก เป็นชื่อยี่ห้อกระเป๋า backpack ต่อมาถึงมารู้ว่า Ushuaia คือชื่อเมืองในอาร์เจนตินา และ Quechua คือชื่อคนพื้นเมืองที่อาศ้ยอยู่ในพื้นที่ของอาร์เจนตินา โบลิเวีย ชิลี โคลอมเบีย เอกวาดอร์ และเปรูในปัจจุบัน และเป็นชื่อภาษาของคนที่อาศัยในพื้นที่เทือกเขาแอนดิสสืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคอินคา จะว่าไปแล้วการใช้ชื่อ Quechua เป็นยี่ห้อกระเป๋าเนี่ยรับได้ เพราะชื่อคงให้ความรู้สึกถึงการผจญภัย พื้นที่ห่างไกล มีประวัติศาสตร์น่าสนใจ ชวนให้เดินทาง แต่ใช้ชื่อ Ushuaia เป็นยี่ห้อสบู่นี่ทำร้ายจิตใจกันมาก สบู่ กับ เมืองที่อยู่ใต้สุดของโลกมันเกี่ยวกันตรงไหน ช่วยอธิบายทีเถอะ …

อ่ะ กลับมาเรื่องอาร์เจนตินา หากถามว่า ประทับใจที่เที่ยวไหนมากที่สุด คงไม่สามารถเลือกมาเพียงที่เดียวได้ เพราะแต่ละที่ก็สวยงามและมีเสน่ห์ในตัวเอง แต่แน่นอนว่า ชื่อหนึ่งที่จะนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ จะต้องเป็นน้ำตก Iguazú (อีกัวซู) แน่นอน เพราะนอกจากความยิ่งใหญ่อลังการของมันแล้ว ตลอด 4 ปีที่อยู่อาร์เจนตินามีโอกาสได้ไปชมความอลังการของน้ำตกนี้ตั้ง 4 ครั้ง ย่อมจะแอบลำเอียงให้ที่นี่นิดหน่อยเป็นธรรมดา

น้ำตกอีกัวซูตั้งอยู่บริเวณชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินาและทางใต้ของบราซิล อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอีกัวซู (Parque Nacional Iguazú) จังหวัด Misiones (มิซิโอนเนส) ของอาร์เจนตินา และอุทยานแห่งชาติอีกัวซู Parque Nacional do Iguaçu รัฐ Paraná (ปารานา) ของบราซิล เขียนชื่อต่างกันเพราะอาร์เจนตินาใช้ภาษาสเปน บราซิลใช้ภาษาโปรตุเกส และอาร์เจนตินาแบ่งการปกครองเป็นจังหวัด ส่วนบราซิลแบ่งเป็นรัฐนะจ๊ะ

น้ำตกอีกัวซูเนี่ย จริงๆ แล้วต้องเป็นพหูพจน์ ต้องเป็นน้ำตกเติม “s” เพราะประกอบด้วยน้ำตกใหญ่น้อยถึง 275 อัน รวมความกว้างทั้งหมด 2,700 เมตร ใช่แล้ว… อ่านไม่พลาด เขียนไม่ผิด ความกว้างทั้งหมดของน้ำตกอีกัวซูคือเกือบ 3 กิโลเมตร โดยร้อยละ 80 อยู่ฝั่งอาร์เจนตินาและร้อยละ 20 อยู่ฝั่งบราซิล เป็นน้ำตกที่เกิดจากแม่น้ำอีกัวซูซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ในบราซิลและไหลลงมาเรื่อยๆ ระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตร เพื่อมารวมกับแม่น้ำปารานา จุดที่สูงที่สุดของน้ำตกอีกัวซูสูง 80 เมตร ชื่อ Garganta del Diablo หรือ Devil´s Throat หรือ ลำคอปีศาจ ปริมาณน้ำโดยเฉลี่ย 1,500-1,746 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และเคยมีน้ำมากถึง 45,700 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 2014

ชื่ออีกัวซูมาจากคำว่า Yguazú ในภาษา Guaraní (กวารานี) Y แปลว่า น้ำ Guazú แปลว่า ใหญ่ ภาษากวารานีนี้เป็นภาษาของคนกวารานีที่อาศัยอยู่ในปารากวัย ตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินา ทางใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของบราซิล และตะวันออกเฉียงใต้ของโบลิเวีย รวมไปถึงทางเหนือของอุรุกวัยด้วยนิดหน่อย ปัจจุบันมีคนพูดภาษากวารานีประมาณ 8 ล้านคน มีสถานะเป็นภาษาทางการของปารากวัยและโบลิเวีย รวมถึงบางพื้นที่ของอาร์เจนตินาและบราซิลด้วย พื้นที่บริเวณน้ำตกอีกัวซูนี้ มีคน mbyá-guaraní อาศัยอยู่มานานแล้ว ส่วนคนตะวันตกคนแรกที่ได้เห็นน้ำตกอีกัวซูคือ Álvar Núñez Cabeza de Vaca ซึ่งอยู่ระหว่างล่องเรือจากฝั่งแอตแลนติกจะไปเมือง Asunción (อะซุนซิโอน) ของปารากวัย มาเจอน้ำตกนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1542 และตั้งชื่อว่า น้ำตก Santa María แต่ไม่ฮิตติดปากเท่ากับชื่ออีกัวซูที่เรียกกันมาแต่เดิม

ตำนานกวารานีเล่าว่า สมัยที่ยังไม่มีน้ำตก ในแม่น้ำอีกัวซูมีงูยักษ์ชื่อ Boi อาศัยอยู่ และทุกๆ ปีคนกวารานีจะต้องบูชางูยักษ์ตัวนี้ด้วยการมอบหญิงสาวให้ 1 คน มีอยู่ปีนึงเตรียมพิธีกันแล้วเรียบร้อย แต่มีหนุ่มชื่อ Tarobá มาตกหลุมรัก Naipí หญิงสาวที่จะโดนบูชายัญจึงพยายามเจรจาต่อรองกับผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อให้สาวเจ้ารอดจากการบูชายัญแต่ไม่สำเร็จ คืนก่อนที่จะมีพิธี Tarobá ก็เลยลักพาตัว Naipí ซะเลยนี่แหนะ โดยจะพายเรือหนีไปด้วยกัน แต่งู Boi รู้เข้าก็เลยแผลงฤทธิ์ทำให้แม่น้ำแยกตัวออก และกลืนร่างของทั้งสองลงไปในน้ำ เรือนผมของ Naipí กลายมาเป็นน้ำตก และ Tarobá ถูกสาปให้กลายเป็นต้นไม้อยู่ที่ด้านบนของน้ำตก ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกจากกันตลอดไป แต่คนกวารานีเชื่อว่า ชะตาชีวิตก็ไม่โหดร้ายจนเกินไป เพราะทุกครั้งที่เกิดรุ้งกินน้ำ นั่นเป็นเหมือนสะพานให้ Tarobá และ Naipí กลับมาหากันได้อีกครั้ง

พื้นที่อุทยานแห่งชาติอีกัวซูในปัจจุบัน เคยมีเจ้าของด้วยนะ นาย Gregorio Lezama เจ้าของตอนนู้นเห็นว่าไม่มีค่า เลยขายในการประมูลโดยโฆษณาเพียงว่า “พื้นที่ป่าสวยงาม และมีน้ำตกหลายแห่ง” นาย Domingo Ayarragaray เจ้าของคนต่อมาเริ่มพัฒนาพื้นที่โดยสร้างโรงแรม และทางเดินไว้สำหรับนักท่องเที่ยวชมน้ำตก จนในปี 1902 ทางการอาร์เจนตินาคงจะมองเห็นอะไรซักอย่าง จึงให้นาย Carlos Thays สถาปนิกและนักออกแบบภูมิทัศน์ทำการศึกษาพื้นที่ โดยต่อมาได้อาศัยข้อมูลนั้นในการผลักดันการก่อตั้งอุทยานแห่งชาติอีกัวซูขึ้นในปี 1934 ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี Hipólito Yrigoyen ส่วนบราซิลก็ตั้งอุทยานแห่งชาติอีกัวซูขึ้นในปี 1939 ต่อมาอุทยานแห่งชาติทั้ง 2 ฝั่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1984 (อาร์เจนตินา) และปี 1986 (บราซิล)

โลโก้ของอุทยานฝั่งบราซิลเป็นรูปจากัวร์ ก็เดาได้ว่าคงมีอยู่เยอะในพื้นที่บริเวณนั้น ส่วนฝั่งอาร์เจนตินาเป็นรูปน้ำตกและนกตัวหนึ่ง ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าเป็นนกอะไร พออ่านข้อมูลเลยรู้ว่าเป็นนก Swift หรือ นกแอ่น ไม่ใช่นกนางแอ่นนะ เพราะนกนางแอ่นภาษาอังกฤษคือ Swallow

นกแอ่น (Swift) กับนกนางแอ่น (Swallow) เหมือนกันตรงที่ต่างหากินโดยการบินฉวัดเฉวียนจับแมลงกลางอากาศ แต่อย่างอื่นไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า อ่านเว็บภาษาไทยแล้วปวดกะโหลกมาก เพราะหลายเว็บเขียนชื่อสลับไปมาเหมือนว่านก 2 ชื่อนี้คือชนิดเดียวกัน บางเว็บออกตัวเริ่มต้นชัดเจนว่านกแอ่น ไม่ใช่นกนางแอ่น แต่แล้วในบทความพี่กลับเรียกชื่อสลับกันไปมา เดี๋ยวนาง เดี๋ยวไม่นาง ก็เลยเลิกอ่านภาษาไทย กลับไปอ่านข้อมูลภาษาต่างด้าวเช่นเคย ที่เขียนต่อไปนี้คือข้อมูลที่สรุปจากเว็บภาษาอังกฤษ ผิดถูกอย่างไรก็จนด้วยเกล้านะคะ เพราะไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยจริงๆ ข้อมูลภาษาอังกฤษเค้าแยกชัดเจนระหว่างนกแอ่น กับนกนางแอ่น โดยนกแอ่น (Swift) จัดเป็นนกกลุ่มที่บินเร็วที่สุดในโลก มีบางสายพันธุ์บินได้ 169 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรืออย่างน้อยๆ ก็บินได้ 112 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือ 31 เมตร/วินาทีเลย มีความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก echolocation หรือการบอกระยะทางและทิศทางโดยใช้เสียงสะท้อน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการอาศัยหรือบินในที่มืด เช่น ถ้ำ นกแอ่นทำรังจากน้ำลาย ซึ่งก็คือที่มนุษย์เราไปเก็บมาทำรังนกขายกันนั่นแล เพิ่งรู้นะว่ารังเนี่ยสร้างโดยตัวผู้ในระหว่างฤดูผสมพันธุ์ โดยใช้เวลามากกว่า 35 วัน รังนกแอ่นมีแคลเซียม เหล็ก โปแตสเซียม และแมกนีเซียมสูง ในขณะที่นกนางแอ่น (Swallow) อาศัยในโพรงไม้ หรือทำรังจากโคลน … ข้อมูลผิดถูกอย่างไร ใครมีความรู้เรื่องนี้ ช่วยมาอธิบายด้วยค่ะ จะขอบพระคุณ

กลับมาที่น้ำตกอีกัวซู ถามว่าทำไมใช้นกแอ่นเป็นโลโก้ ก็เพราะว่ามีนกแอ่นเยอะแยะมากมายคอยบินจับแมลงกินอยู่บริเวณน้ำตกน่ะสิคะ โดยเฉพาะบริเวณ Garganta del Diablo นี่มีเยอะมาก เพลินกับการดูน้ำตกแล้วก็เพลินกับการดูนกบินฉวัดเฉวียนในอากาศด้วย

น้ำตกอีกัวซูไม่ได้เป็นแค่น้ำตกขนาดใหญ่เท่านั้น พื้นที่โดยรอบยังเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าเยอะแยะอีกด้วย บริเวณนั้นมีนกกว่า 450 ชนิดและมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกกว่า 80 สายพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีแมลงและสัตว์น้ำต่างๆ อีก ฉะนั้นการบริหารจัดการพื้นที่ของทั้งฝั่งอาร์เจนตินาและฝั่งบราซิลจะให้ความสำคัญกับการเคารพสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และรบกวนสิงสาราสัตว์ให้น้อยที่สุด ฝั่งอาร์เจนตินาใช้การเดินทางไปยังจุดสำคัญต่างๆ ด้วยรถไฟ Tren Ecológico de la Selva หรือ Ecological Train of the Forest ขับเคลื่อนด้วย LPG แล่นด้วยความเร็วต่ำกว่า 18 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อควบคุมเสียงรบกวน รถไฟออกจากสถานีหลัก หรือ Estación Central บริเวณทางเข้าอุทยาน และให้บริการไปสถานีต่างๆ การเข้าชมน้ำตกจะให้เดินตามทางเดินที่ทำไว้ ฝั่งอาร์เจนตินามีหลายเส้นทาง ทั้งเส้นทาง Inferior (ทางเดินด้านล่างของน้ำตก ระยะทาง 1,750 เมตร) เส้นทาง Superior (ทางเดินด้านบนของน้ำตก ระยะทาง 1,700 เมตร) นอกจากนี้ ยังสามารถนั่งเรือลงไปชมน้ำตกได้แบบใกล้ชิด รวมถึงขึ้นเกาะ San Martín ซึ่งอยู่กลางแม่น้ำด้วย จุดเด่นสำคัญที่สุดของการเที่ยวชมน้ำตกฝั่งอาร์เจนตินาย่อมหนีไม่พ้นการชม Garganta del Diablo ซึ่งเมื่อลงรถไฟที่สถานี  Garganta del Diablo แล้วจะต้องเดินตามทางเดินเหนือแม่น้ำอีกัวซูเข้าไปอีก 1,100 เมตร จุดนั้นเป็นจุดที่ตื่นตาตื่นใจยิ่งใหญ่มาก เพราะทางเดินแทบจะไปจบลง ณ หน้าผา จุดที่น้ำตกลงสู่พื้นเลย เรียกได้ว่ายืนชมอยู่ในระยะห่างแค่ 50 เมตร ใครไปยืนตรงนั้นไม่ต้องห่วง รับประกันว่าได้รับละอองน้ำกันจนเปียกทุกคนแน่นอน เคยฟังไกด์เล่าว่า สมัยก่อนมีการพานักท่องเที่ยวลงเรือลำเล็กแล้วพายเรือเข้าไป นึกภาพแล้วอดกลัวไม่ได้ เพราะว่าพลังน้ำมหาศาลขนาดนั้น กำลังแขนคนน่ะหรือจะพายเรือสู้กับกำลังของน้ำได้ ต่อมา มีเรือถูกน้ำพัดไป มีคนเสียชีวิตการนำชมแบบนั้นเลยถูกยกเลิกไปในที่สุด สำหรับฝั่งบราซิล การเดินทางภายในอุทยานใช้รถบัส และมีทางเดินสำหรับชมน้ำตกเช่นกัน โดยทางเดินไปจบที่ Naipí Area ใกล้หน้าผาน้ำตกขนาดใหญ่ มีทางเดินเข้าไปกลางแม่น้ำซึ่งรับประกันว่าเปียกกันทุกคนแน่นอนเช่นกัน นอกจากนี้ฝั่งบราซิลยังมีบริการนำชมน้ำตกด้วยเฮลิคอปเตอร์ด้วยนะ รู้สึกว่าทัวร์นึงใช้เวลาบินเหนือน้ำตกประมาณ 10 นาทีเพื่อเห็นภาพมุมสูง ซึ่งก็อลังการตื่นตาไปอีกแบบ

น้ำตกอีกัวซูได้รับการยอมรับในระดับโลกว่าเป็นน้ำตกที่ตระการตามากที่สุด มีการเปรียบว่าเมื่อยืนอยู่ตรงด้านล่างแล้วเงยหน้ามองขึ้นไปที่ด้านบนของน้ำตกจะรู้สึกเหมือนกับว่าน้ำจากทั้งมหาสมุทรกำลังตกลงมาเลยทีเดียว นอกจากนี้ เมื่อปี 2011 น้ำตกอีกัวซูยังได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกอีกด้วย

ถามว่า จำเป็นต้องเที่ยวน้ำตกทั้ง 2 ฝั่งไม๊ จะว่าจำเป็นก็คงไม่ใช่ แต่ว่าควรอย่างยิ่งที่จะเที่ยวทั้ง 2 ฝั่ง เพราะให้ความรู้สึกและภาพที่ต่างกัน ด้วยความที่น้ำตกร้อยละ 80 อยู่ในอาร์เจนตินา มีคำกล่าวว่า ถ้าอยากจะ “ดู” น้ำตก ให้ดูจากฝั่งบราซิล จะได้เห็นภาพมุมกว้างว่าหน้าตาของน้ำตกอีกัวซูเป็นอย่างไร แต่ถ้าอยาก “รู้สึก” น้ำตก ให้ดูจากฝั่งอาร์เจนตินา เพราะจะได้สัมผัสใกล้ชิด ตัวเปียกปอนกันไปถ้วนหน้า

การเดินทางไปน้ำตกอีกัวซูสะดวกสบาย ทั้งการเดินทางจากฝั่งอาร์เจนตินาและบราซิล เพราะมีสนามบินนานาชาติตั้งอยู่ถึง 2 แห่ง ได้แก่ สนามบิน Puerto Iguazú (IGR) ในฝั่งอาร์เจนตินา และสนามบิน Foz do Iguaçu (IGU) ในฝั่งบราซิล ชื่อคล้ายกันอาจจะสร้างความสับสนเล็กน้อย เวลาเลือกจองตั๋วเครื่องบินต้องดูให้ดีๆ ไม่งั้นนึกว่าจะบินไปลงฝั่งอาร์เจนตินา อาจจะไปโผล่ฝั่งบราซิลแทนก็ได้ … ถามว่า ควรใช้เวลาอยู่ที่น้ำตกกี่วัน โดยส่วนตัวคิดว่าอย่างน้อยที่สุดคือ 1 วันครึ่ง เพื่อเที่ยวฝั่งอาร์เจนตินา 1 วันด้วยความที่มีหลายเส้นทางให้เดิน และฝั่งบราซิลครึ่งวัน ถ้าเวลาน้อยเกินไปจะต้องรีบเดิน รีบดูเกินไป สมองสติยังไม่ทันได้ซึมซับความยิ่งใหญ่อลังการของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ต้องรีบวิ่งไปที่หมายถัดไปซะแล้ว และถ้ามีทุนทรัพย์ขอแนะนำให้เข้าพักโรงแรมที่อยู่ในเขตอุทยานเสียเลย ฝั่งอาร์เจนตินามีโรงแรม Sheraton ฝั่งบราซิลมีโรงแรม Hotel das Cataratas ทั้งสองที่สามารถมองเห็นน้ำตกได้จากโรงแรมเลย วิวสวยงามไม่แพ้กัน ข้อดีของการพักในโรงแรม 2 แห่งนี้คือมีเวลาชมน้ำตกได้อย่างจุใจ ไม่ต้องออกจากอุทยานแม้จะถึงเวลาปิดอุทยานก็ตาม และที่สำคัญถ้าพักข้างในนั้น เมื่อเดินเที่ยวจนเหนื่อยแล้วยังสามารถกลับมานอนดูวิวน้ำตกจากห้องพักได้อย่างสบายๆ โดยส่วนตัวแอบชอบโรงแรมฝั่งบราซิลมากกว่า เพราะเงียบและให้ความรู้สึก exclusive มากกว่า แต่ฝั่งอาร์เจนตินาดีกว่าตรงที่ช่วยให้มีเวลาเดินเที่ยวน้ำตกได้อย่างจุใจมากกว่า

เล่าๆ มา มีแต่เรื่องสวยงามน่าอภิรมย์ จริงๆ เรื่องไม่ค่อยสวยงามก็มีนะ เพราะบรรดาคนที่เข้าเที่ยวชมน้ำตกอีกัวซู นอกจากคนที่กลับออกไปพร้อมความทรงจำความประทับใจแล้ว ก็มีคนที่ไม่ได้กลับออกไปด้วย แต่ไหนแต่ไรมีคนมาเสียชีวิตที่นี่พอสมควร ทั้งจากอุบัติเหตุ เช่น เรือที่พาลงไปดูน้ำตกพลิกคว่ำ และคนที่ตั้งใจฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่จะกระโดดจากจุดชมวิวที่ Garganta del Diablo แต่ก็มีบ้างที่ไปกระโดดจากน้ำตกอื่น เขาว่าเมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว มีคู่บ่าวสาวเพิ่งแต่งงานได้ไม่นานไปกระโดดน้ำตายด้วยกัน โดยผูกมือติดกันไว้และแต่งตัวด้วยชุดแต่งงาน หลังๆ มานี้ด้วยเทคโนโลยีและโทรศัพท์มือถือทำให้เริ่มมีการอัดคลิปไว้ได้ทันและเอามาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ท จำได้ว่ากรณีแรกที่มีการถ่ายคลิป คือเมื่อปี 2013 ครูผู้หญิงคนอาร์เจนตินาอายุ 38 ปี กระโดดลงไปจากบริเวณ Garganta del Diablo มาทราบข้อมูลภายหลังว่ามีปัญหาสุขภาพป่วยระยะสุดท้ายและมีอาการซึมเศร้า เมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็เพิ่งมีผู้ชายบราซิลอายุ 26 ปีกระโดดจากบริเวณเดียวกัน ทำให้เริ่มมีการเรียกร้องว่าควรจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ที่จุดชมวิวไม๊ เพราะทางเดินในปัจจุบันมีรั้วกั้นก็จริง แต่รั้วสูงแค่ประมาณหน้าอกของคนเท่านั้นเองมันป้องกันอะไรไม่ได้เลย

พูดถึงน้ำตกอีกัวซูพูดถึงชายแดนอาร์เจนตินากับบราซิล ก็ควรจะต้องพูดถึงปารากวัยด้วย เพราะปารากวัยก็ได้ประโยชน์จากแม่น้ำอีกัวซู และการท่องเที่ยวบริเวณชายแดนเหมือนกัน จะว่าไปแล้ว ตรงนั้นให้ความรู้สึกคล้ายๆ สามเหลี่ยมทองคำอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นพรมแดนของ 3 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล และปารากวัย และมีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน แม่น้ำอีกัวซูพอผ่านช่วงที่เป็นน้ำตกมาแล้วก็ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปารานา ซึ่งไหลไปลงเขื่อน Itaipú (อิไตปู้) อีกต่อหนึ่ง เขื่อนนี้อยู่บริเวณชายแดนบราซิลกับปารากวัย ขึ้นชื่อว่าผลิตไฟฟ้าได้เยอะที่สุดในโลก มีกำลังผลิตไฟฟ้าถึง 14,000 เมกกะวัตต์ ถ้านึกไม่ออกว่ามันเยอะแค่ไหนล่ะก็ เอาเป็นว่ากระแสไฟที่ผลิตได้ในปี 2016 มันเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งโลกเนี่ยได้ 2 วัน ถ้าส่งพลังงานนั้นให้อาร์เจนตินา ซึ่งพื้นที่ใหญ่กว่าไทย 5 เท่า ประชากรประมาณ 40 ล้านคน จะใช้ได้มากกว่า 1 ปีอีกนะ หรือถ้าส่งให้ปารากวัย ซึ่งขนาดเล็กกว่าประเทศไทยนิดนึง ประชากรประมาณ 6.8 ล้านคน จะใช้ได้มากกว่า 12 ปีเชียว บริเวณที่เป็นอ่างเก็บน้ำทุกวันนี้เคยเป็นที่ตั้งของน้ำตก Guairá ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดบนแม่น้ำปารานา แต่ตอนนี้จมอยู่ใต้เขื่อนไปเรียบร้อยแล้ว บราซิลกับปารากวัยเริ่มเจรจาเรื่องเขื่อนกันมาตั้งแต่ช่วงปี 1960 เพื่อหาทางใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานน้ำที่มีศักยภาพสูง เริ่มลงมือสร้างเขื่อนกันในปี 1975 ซึ่งส่งผลให้มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมต้องอพยพผู้คน เมืองต่างๆ บริเวณนั้นได้รับผลกระทบต้องมีมาตรการมาจัดการกับปัญหาและต้องมีการจ่ายเงินชดเชยกันด้วย ทุกวันนี้ เขื่อนอิไตปู้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญ และยังใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวด้วย เพราะเปิดให้เข้าชม เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่คนที่ไปเที่ยวชมน้ำตกอีกัวซู

ภูเขาไฟ โคคา โคเคน

เคยไหม? หายใจไม่ออก

ไม่ได้หมายถึงตอนไม่สบายคัดจมูกแล้วหายใจไม่สะดวก แต่หมายถึง การที่ร่างกายแข็งแรงดี หายใจได้ปกติ แล้วอยู่ๆ ร่างกายหายใจเข้า แต่กลับรู้สึกว่าไม่มีอากาศเข้าปอดซะงั้น
นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ลานจอดรถที่ความสูง 4,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ตีนภูเขาไฟ Cotopaxi ประเทศเอกวาดอร์

Cotopaxi (ออกเสียงแบบท้องถิ่นว่า โกโตปั๊กสิ ส่วนบทความภาษาไทยเขียนว่าชื่อ โคโตแปกซี) เป็นภูเขาไฟในแนวเทือกเขาแอนดิส ในจังหวัด Cotopaxi ห่างจากกีโต้ (Quito) เมืองหลวงของเอกวาดอร์ไปทางใต้ 50 กิโลเมตร สูง 5,897 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นภูเขาไฟที่สูงเป็นอันดับสองของเอกวาดอร์ รองจาก Chimborazo แต่ถ้านับเฉพาะภูเขาไฟที่ยังมีพลัง (active volcano) Cotopaxi สูงที่สุดในประเทศ และสูงเป็นอันดับสองในโลก รองจาก Ojos del Salado ที่ชายแดนชิลี/อาร์เจนตินา ระเบิดใหญ่ครั้งสุดท้ายไปเมื่อ ค.ศ. 1877

ข้อมูลในเว็บ vcharkarn.com บอกว่า ภูเขาไฟที่ยังมีพลัง (active volcano) คือภูเขาไฟที่ยังคงมีการประทุอยู่ ต่างจากภูเขาไฟสงบ (dormant volcano) ที่เคยประทุในอดีตปัจจุบันจะไม่มีการประทุอีก และ ภูเขาไฟดับสนิท (extinct volcano) ที่ไม่มีการประทุมาตั้งแต่ในอดีต … (ถ้าไม่เคยประทุ ทำไมจัดให้เป็นภูเขาไฟล่ะ ทำไมไม่เป็นภูเขาธรรมดา?…)

เมื่อปี 2012 (2555) สมัยอยู่อาร์เจนตินา ได้ไปเอกวาดอร์แบบไปไวมาไว คุ้นๆ ว่า มีโปรตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักก็ตัดสินใจไป เพราะอยากไปตรงเส้นศูนย์สูตร (Equator หรือ Ecuador) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกีโต้ พอไปถึงเห็นชื่อ Cotopaxi ซ้ำๆ เลยได้รู้ว่าเป็นภูเขาไฟ มีหลายบริษัทจัดนำเที่ยว ลองเข้าไปคุยที่บริษัทได้ข้อมูลว่ามีทัวร์ไปเช้าเย็นกลับ นั่งรถตู้ขึ้นไป ขากลับเลือกได้ว่าจะมีช่วงให้ปั่นจักรยานลงมา หรือนั่งรถตู้กลับลงมาตลอดทางก็ได้ ไม่โหด ไม่ยาก นี่คือข้อมูลที่คุณพนักงานบอก … มารู้ทีหลังว่า ให้ข้อมูลไม่หมดนี่หว่า ฟังเค้าเล่านึกภาพนั่งรถตู้ขึ้นเขาไปชิลๆ ดูวิวสองข้างทาง ขึ้นไปถึงลานจอดรถเดินเขาปีนเขาต่ออีกหน่อยก็ถึงยอดภูเขาไฟ อากาศดีไม่หนาว ไม่ต้องห่วง พอไปเจอของจริงเลยรู้ว่าพี่เน้นขายทัวร์อย่างเดียวนี่นา จำได้ว่า ถามเค้าซ้ำหลายครั้งว่าโหดไม๊ โดยเฉพาะเรื่องความสูง เรื่องอากาศ เพราะรู้ตัวว่าเรามาจากบัวโนสไอเรส เมืองระดับน้ำทะเล แค่ที่กีโต้ ซึ่งสูง (แค่) เกือบๆ 3 พันเมตรก็รู้สึกแล้วว่าหายใจได้ไม่เต็มที่ ไม่อยากจะไปทำอะไรที่โหดร้ายกับร่างกายมากเกินไป

กว่าจะรู้ตัวว่า สิ่งที่จะเจอวันนั้นไม่ใช่กล้วยๆ ก็ช้าไปแล้ว ไปรู้ตัวเอาตอนที่นั่งรถตู้มุ่งหน้าขึ้นเขา เพราะไกด์อธิบายเรื่องความสูง เรื่องการเตรียมตัวก่อนขึ้นเขา เรื่องการป้องกัน altitude sickness (โรคจากขึ้นที่สูง) ไกด์บอกให้ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยเรื่องการไหลเวียนของเลือด จะได้มีออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และให้กินชอคโกแลตเยอะๆ เพราะให้พลังงาน และช่วยเรื่องการไหลเวียนของเลือดช่วยเรื่องการหายใจ (แต่จำสรรพคุณไม่ได้แล้ว) ไกด์หยุดแวะกลางทางให้ซื้อขนมขบเคี้ยวเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนที่จะมุ่งหน้าขึ้นสู่ความสูง 5 พันกว่าเมตร และที่สำคัญคือให้ร่างกายได้ค่อยๆ ปรับตัว ร้านขายของนั้นน่าจะสูงสัก 3 พันเมตร แต่ก็เริ่มมีอาการโคลงๆ เหมือนเมารถเมาเรืออยู่พอสมควร

เมื่อขึ้นไปถึงลานจอดรถที่ 4,600 เมตร ลงจากรถมายืนสังเกตอาการตัวเองว่าไหวไม๊ เพราะจะต้องเดินขึ้นไปต่ออีก ตั้งใจว่า จะลองเดินขึ้นไปก่อน ถ้าไม่ไหวก็จะกลับมารออยู่ที่รถ เมื่อเริ่มเดินตามไกด์ ก็เกิดเหตุการณ์ที่จำได้แม่นมาจนถึงวันนี้ จากจุดที่ลงรถหายใจได้ตามปกติ เดินขึ้นทางลาดไปไม่น่าจะถึงสิบก้าว ก็หายใจไม่ออก! การที่หายใจเข้าแต่ไม่มีอากาศเข้าไปในปอดมันน่ากลัวแบบนี้นี่เอง เลยตัดสินใจบอกไกด์ว่าไม่ไปด้วย ขอนั่งรออยู่ในรถ
พอเพื่อนร่วมทัวร์กลับลงมา รู้สึกว่าเราตัดสินใจถูกแล้ว เพราะนอกจากเรื่องความสูงแล้ว ยังขึ้นไปเจอหิมะด้วย ตอนนั้น อยากจะกลับไปบอกบริษัททัวร์บอกพนักงานคนนั้นว่า คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะ คุณมุ่งจะขายทัวร์แต่ไม่ให้ข้อมูลกับลูกค้าแบบนี้ไม่ได้ เพราะนี่มันคือเรื่องของความปลอดภัยของลูกค้าเลยนะคุณ

เรื่องความสูงเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวมากเมื่อเดินทางในอเมริกาใต้ เพราะหลายประเทศตั้งอยู่ในเทือกเขาแอนดิส ความสูงไม่ต่ำกว่า 2 พันเมตรกันทั้งนั้น เรามาจากไทย กรุงเทพสูงระดับน้ำทะเล บัวโนสไอเรสก็สูงระดับน้ำทะเล เมื่อไปเจอหลักหลายพันเมตรก็ย่อมจะได้สัมผัสกับโรคจากขึ้นที่สูง (Altitude sickness, Altitude illness, Mountain sickness) เป็นธรรมดา

โรคจากขึ้นที่สูงนี้ มักเกิดได้ที่ความสูงตั้งแต่ 2,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล ถ้าถึง 8,000 เมตร เขาเรียกว่า death zone โซนแห่งความตายกันเลยทีเดียว (เอเวอเรสต์สูง 8,848 เมตร) เกิดได้กับทุกเพศวัย แม้จะสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็ตาม หลักๆ คือ ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เพราะในที่สูงออกซิเจนเจือจาง และความดันอากาศต่ำลงทำให้ความดันออกซิเจนในเลือดต่ำลงด้วย หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด ภาวะต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า Acute Mountain Sickness (AMS) ซึ่งมักจะกลับเป็นปกติได้ภายใน 2-3 วัน แต่ถ้าร่างกายปรับตัวไม่ได้ หรือยังขาดออกซิเจนอยู่ต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดเลือดคั่ง มือเท้าบวม น้ำคั่งในเนื้อเยื่อปอด สมองบวมน้ำอะไรกันไปนู่นเลย อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ ฉะนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

จำได้ว่าที่เอกวาดอร์ หรือประเทศอื่นๆ ไม่ค่อยมีโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไรมากนักเรื่องโรคจากขึ้นที่สูง จะมีเยอะก็ที่เปรู (และเข้าใจว่าโบลิเวียก็เช่นกัน – แต่ยังไม่ได้ไปด้วยตัวเอง จึงยังไม่ได้เห็นกับตา) ที่เปรู เมื่อลงเครื่องบินที่กุสโก (Cuzco) เห็นป้ายใหญ่ยักษ์โฆษณาออกซิเจนกระป๋องที่สนามบิน ภายในอาคารสนามบินเห็นมุมรักษาพยาบาล โดยสิ่งที่วางอยู่คือ ถังออกซิเจนพร้อมหน้ากากช่วยหายใจ นัยว่าใครลงเครื่องบินมาแล้วเกิดอาการวิงเวียนหายใจติดขัดก็ขอเชิญมาหายใจเอาออกซิเจนกันได้ตามอัธยาศัย เป็นการต้อนรับที่แอบจะน่ากลัวอยู่เหมือนกัน แต่ต้องถือว่าได้ผล เพราะสร้างความตะหนักรู้เรื่องความสูง และความเสี่ยงให้นักท่องเที่ยวได้ดี

ตอนนั้น ท่องไว้ว่ามียา Sorojchi ซึ่งขึ้นชื่อว่าป้องกันและบรรเทาอาการโรคจากขึ้นที่สูงได้ดี จำได้ว่าซื้อมากินด้วย แต่ก็ยังมีอาการวิงเวียน เหนื่อยง่าย หายใจลำบากอยู่ดี ครั้งหนึ่งวืด เพราะด้วยความที่เป็นคนเดินเร็ว ไปอยู่ที่กุสโกก็ไม่ทิ้งความเคยชิน เดินๆ อยู่ก็รู้สึกหน้ามืด ต้องหยุดเดิน ระหว่างที่พยายามหายใจเอาออกซิเจนอยู่นั้น ก็มองไปเห็นกลุ่มเด็กๆ เล่นฟุตบอลกันอยู่ ทั้งวิ่ง ทั้งเตะบอล ทั้งตะโกนโหวกเหวก น้องๆ ไม่เหนื่อยเลย ในขณะที่เรากำลังสู้กับการขาดอากาศอยู่

ยา Sorojchi ถูกคิดค้นขึ้นโดยนาย Raúl Crespo Palza เภสัชกรชาวโบลิเวียในช่วงปี 1950 ชื่อแปลงมาจากคำว่า Soroche ซึ่งเป็นคำเรียกโรคจากขึ้นที่สูงที่ใช้ในเปรูและเอกวาดอร์ ส่วนประกอบหลักคือ acetylsalicylic acid (ASA) ซึ่งพอหาข้อมูล พบว่ามันคือแอสไพรินดีๆ นี่เอง จัดเป็นตัวยากลุ่มลดไข้บรรเทาปวด และช่วยป้องกันเลือดแข็งตัว นอกจากนี้ มีส่วนผสมของคาเฟอีนด้วย

ถ้าจะพูดถึง “ยา” จริงๆ จะมียี่ห้อ Diamox ซึ่งใช้สาร Acetazolamide เด็กสายศิลป์-ภาษา พยายามทำความเข้าใจกับเรื่องเคมี พอจะสรุปได้ว่า ยานี้ไปทำให้ไตขับไบคาร์บอเนตออกมาทางปัสสาวะมากกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้เลือดมีสภาพเป็นกรด ซึ่งสำหรับร่างกายเนี่ย ถ้าเลือดมีสภาพเป็นกรดแปลว่ามีคาร์บอนไดออกไซด์สูง ฉะนั้นก็จะต้องรีบขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาโดยการหายใจเร็วขึ้น และลึกขึ้น ซึ่งการหายใจก็จะช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือดด้วยนะคะนักเรียน …. ปริมาณการใช้ Acetazolamida ปกติคือ 250 มิลิกรัม/ 12 ชั่วโมง และต้องใช้อย่างระมัดระวังเพราะมีผลข้างเคียงอยู่พอสมควร ตั้งแต่ปวดศีรษะ วิงเวียน มือเท้าชา เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อย นอนหลับยาก ความสามารถในการมองเห็นเปลี่ยน และอาจจะไปถึงขั้นแน่นหน้าอก หายใจขัด บวมบริเวณตา มือ และข้อเท้า นอกจากนี้ ก็ไม่ได้รับประกันว่าใช้ยานี้แล้วจะไม่เป็นโรคจากขึ้นที่สูงแน่นอน ก็ยังควรจะค่อยๆ ขึ้นที่สูงอย่างช้าๆ ดื่มน้ำให้มาก และพักผ่อนร่างกายอยู่ดี

สำหรับคนที่ไม่อยากพึ่งพาสารเคมี สามารถลองวิธีธรรมชาติ นั่นคือการเคี้ยวใบโคคา หรือดื่มชาที่ชงจากใบโคคา ใช่แล้ว… โคคาที่ถ้าผ่านกรรมวิธีก็จะกลายมาเป็นโคเคนนั่นแล

โคคาเป็นต้นไม้แถบเทือกเขาแอนดิส (ตะวันตกของอเมริกาใต้) เป็นพืชเศรษฐกิจของโบลิเวีย โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู รวมไปถึงทางตอนเหนือของอาร์เจนตินา และพบการปลูกทางใต้ของเม็กซิโกด้วย หลักๆ มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งเติบโตได้ดีในสภาพอากาศต่างๆ ทั้งร้อนชื้น ทั้งแห้ง และมีสายพันธุ์พิเศษที่เรียกว่า supercoca เป็นสายพันธุ์ที่ฆ่าไม่ตาย ทนทานต่อยาฆ่าพืช ซึ่งยังตอบแน่ๆ ไม่ได้ว่า เกิดจากการผสมกันไปมาของแต่ละสายพันธุ์ตามธรรมชาติ หรือว่าถูกปรับแต่งพันธุกรรม (นึกถึงเมล็ดถั่วเหลืองของ Monsanto ที่ถูกปรับแต่งทางพันธุกรรมให้ทนต่อยาฆ่าหญ้า) หากนับปริมาณต้นโคคาบนโลกนี้ มากกว่าร้อยละ 98 ปลูกอยู่ที่โคลอมเบีย เปรู และโบลิเวีย จะใช้ใบโคคาจากต้นที่อายุ 1 ปีครึ่งไปจนถึง 40 ปี ในแต่ละปี เก็บเกี่ยวได้ 3 รอบ คือมีนาคมหลังหน้าฝน มิถุนายน และตุลาคมหรือพฤศจิกายน เก็บแล้วก็เอาใบมาตากให้แห้ง ถามว่า เคี้ยวใบโคคาหรือดื่มชาใบโคคาจะเหมือนเสพโคเคนหรือไม่? ไม่เหมือนนะจ๊ะ เพราะในใบโคคามีสารที่จะสกัดเป็นโคเคนในปริมาณที่น้อออออยมาก ฉะนั้นการเคี้ยวใบโคคา หรือดื่มชาใบโคคาจะไม่มีผลต่อร่างกายเหมือนการเสพโคเคน ฉะนั้นไม่ต้องกลัว … เอ๊ะ หรือ ไม่ต้องแอบดีใจว่าจะได้ลองเสพโคเคนแบบไม่ผิดกฎหมาย …

น้ำชาจากใบโคคามีสีเขียวเหลืองๆ รสขมจางๆ คล้ายชาเขียว แต่มีรสหวานตามธรรมชาติมากกว่าชาเขียว
เขาเคี้ยวใบโคคากันยังไง ง่ายๆ เลย อมไว้ในปาก พอเริ่มชุ่มน้ำลายก็เคี้ยว บ้างก็ผสมกับผงถ่านของต้นคินัว หรือเปลือกต้นไม้บางชนิด บ้างก็ผสมมะนาว หรือแม้แต่ baking soda ทั้งเพื่อรสชาติ และช่วยให้ใบโคคาปล่อยสารออกมาได้มากขึ้น คนพื้นเมืองเขานิยมอมใบโคคาไว้ที่แก้มทั้งสองข้าง แล้วค่อยๆ เคี้ยว ฉะนั้น ถ้าเห็นคนพื้นเมืองแก้มตุ่ยๆ เดาได้เลยว่า อมใบโคคาไว้ที่กระพุ้งแก้ม เมื่อเคี้ยวใบโคคา จะรู้สึกชาในปาก ผลที่ได้คือทำให้ไม่หิว ไม่กระหาย ไม่เจ็บปวด ไม่เหนื่อย แก้ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดไขข้อ หรือเวลามีเเผล ในอดีตคนพื้นเมืองเขาใช้เป็นเหมือนยาชาเวลาคลอดลูก รวมถึงเวลากระดูกหักด้วยนะ นอกจากนี้ ยังเอาไว้ใช้ช่วยหยุดเลือด เคยใช้รักษามาลาเรีย หอบหืด ปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร อาการท้องร่วง แถมยังกระตุ้นเรื่องเพศ และช่วยให้ชีวิตยืนยาว ใบโคคามีแคลเซียม โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน บี1 บี2 ซี และอี และยังมีสารอาหารเช่น โปรตีน และไฟเบอร์ นอกจากนี้ คนพื้นเมืองยังใช้ใบโคคาในพิธีกรรมต่างๆ ตั้งแต่ก่อนยุคอินคาจวบจนถึงปัจจุบัน ทั้งเป็นเครื่องสักการะให้เทพต่างๆ ทั้งเทพภูเขา ทั้งบูชาพระอาทิตย์ ใช้เคี้ยวก่อนสวดมนต์ ก่อนทำพิธี ทำสมาธิ และยังเอามาดูดวงทำนายด้วย

ทางโบราณคดีเคยพบเศษใบโคคาในมัมมี่ที่อายุ 3,000 ปี (อเมริกาใต้ก็มีมัมมี่นะ) มีหลักฐานการเคี้ยวใบโคคาผสมกับมะนาวมาเนิ่นนานหลายพันปี มีหลักฐานการใช้ใบโคคาในวัฒนธรรมต่างๆ พบรูปปั้นคนแก้มตุ่ย (เพราะเคี้ยวใบโคคา) การบริโภคใบโคคาแพร่หลายในบริเวณเทือกเขาแอนดิส แต่พอเข้ายุคอินคา เริ่มมีความเชื่อว่าใบโคคาเกี่ยวโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ รัฐผูกขาดการปลูกต้นโคคา และคนที่จะได้บริโภคก็มีแค่พวกชนชั้นสูง พอพ้นยุคอินคาใบโคคาเริ่มกลับมาแพร่หลายอีกครั้ง และเริ่มแพร่เข้าไปในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 ก่อนจะมาเป็นที่นิยมในช่วงศตวรรษที่ 19 ส่วนโคเคนนั้น เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1859 โดยการค้นพบของนาย Albert Niemann เภสัชกรและนักเคมีชาวเยอรมัน จากมหาวิทยาลัย Gottingen ตอนนั้นเชื่อว่าโคเคนมีผลดีต่อสุขภาพ เป็นที่นิยมมาก มีการผลิตอะไรต่างๆ ที่มีส่วนผสมของโคเคน ในช่วงนั้นชวา (ซึ่งอยู่ใต้การปกครองของฮอลแลนด์) เป็นผู้ส่งออกใบโคคารายสำคัญ ส่งกันมากถึง 1 ล้านกิโลกรัม โดยส่งไปฮอลแลนด์เพื่อผลิตโคเคน ยุคนั้นชวาส่งออกใบโคคาได้มากกว่าเปรูเสียอีก แต่ต่อมาเมื่อพบว่าโคเคนทำให้เสพติด ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ประเทศต่างๆ นอกทวีปอเมริกาจึงเริ่มออกกฎหมายห้ามโคเคน

โคคาเริ่มถูกห้ามใช้เพื่อการอื่นนอกจากการแพทย์และวิทยาศาสตร์ครั้งแรกใน Single Convention on Narcotic Drugs ปี 1961 ของสหประชาชาติ ซึ่งนอกจากจะบอกให้ประเทศสมาชิกต้องทำลายต้นโคคาทั้งที่เกิดตามธรรมชาติ และที่ปลูกโดยผิดกฎหมายแล้ว ยังบอกด้วยว่าการเคี้ยวใบโคคาจะต้องถูกกวาดล้างให้หมดไปภายใน 25 ปี นับจากที่ Convention นี้มีผลบังคับใช้ (มีผลบังคับใช้เมื่อปี 1975) ประเทศที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในการใช้ใบโคคา ไม่ว่าจะทางศาสนา หรือทางการแพทย์ก็ร่วมกันคัดค้าน หรือเสนอให้มีการเพิ่มข้อความในสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่างๆ ว่า กฎระเบียบต่างๆ จะต้องเคารพในประวัติศาสตร์ วิถี และวัฒนธรรมการใช้ใบโคคามาตั้งแต่อดีตของประเทศเหล่านี้ด้วย

ในช่วง 30 กว่าปีมานี้ ประเทศผู้ผลิตใบโคคาจะถูกแรงกดดันทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ ให้ควบคุมการปลูก เพื่อลดปริมาณโคเคนในตลาดโลกเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดนำเข้าโคเคนที่สำคัญของโลก อยากเห็นภาพและได้ความรู้พร้อมความบันเทิง ขอเเนะนำให้ดูเรื่อง Narcos ใน Netflix ซึ่งพูดถึงชีวิตของ Pablo Emilio Escobar Gaviria เจ้าพ่อโคเคนชาวโคลอมเบีย ในเรื่องบอกว่า ยุคแรกๆ ที่ส่งโคเคนเข้าสหรัฐฯ ไปง่ายๆ ให้คนหิ้วเข้าประเทศทางเครื่องบิน ได้เที่ยวละ 5 กิโลกรัม แต่พอติดตลาดแล้ว คนต้องการซื้อมากขึ้น ต้องคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการขนส่งโคเคนทางเครื่องบินถือเป็นการปฏิวัติวงการยาเสพติดโลกเลยว่างั้น ทุกวันนี้ นอกเหนือจากประเทศในอเมริกาใต้แล้ว ใบโคคามักถูกจัดให้ผิดกฎหมายเช่นเดียวกับโคเคน

ถ้าจะว่าไปแล้ว ทุกวันนี้ การถกเถียงอภิปรายเรื่องโคคา โคเคนก็ยังไม่จบ ฝั่งที่สนับสนุนบอกว่า นี่เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมเป็นอยู่แบบนี้กันมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์บรรพบุรุษ และในทุกวันนี้ก็เป็นพืชเศรษฐกิจ มีเกษตรกรที่หาเลี้ยงชีพจากการปลูกต้นโคคา ขายใบโคคา ถ้ากวาดล้างกันให้หมดไป กลุ่มคนพวกนี้จะทำอะไรกิน ที่สำคัญต้องแยกแยะสิว่า “la coca no es cocaína” “โคคาไม่ใช่โคเคน” ตามสโลแกนของนายเอโว โมราเลส (Evo Morales) ประธานาธิบดีโบลิเวียซึ่งเป็นกระบอกเสียงสำคัญ เพราะตัวเองก็เป็นเจ้าของไร่ปลูกโคคา และเคยเป็นผู้นำสหภาพผู้ปลูกโคคาด้วย นอกจากโบลิเวียแล้ว ก็มีเปรู และเวเนซูเอลาที่มีบทบาทแข็งขันในการส่งเสริมการปลูก การใช้ และการขยายตลาดที่ถูกกฎหมายของใบโคคา ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านก็บอกว่า คุณบอกว่า ทุกวันนี้ปลูกต้นโคคาเพื่อเก็บใบโคคา ไม่ได้จะเอาไปทำโคเคนน่ะมันฟังไม่ขึ้น เพราะปริมาณต้นโคคาที่ปลูกกันอยู่ในปัจจุบันมันให้ผลผลิตใบโคคาที่มากเกินกว่าความต้องการใบโคคาในตลาดโลก ใบโคคาส่วนที่เหลือจะไปไหนเสีย ถ้าไม่ใช่เข้าห้องแลปโรงงานผลิตโคเคน

ไม่รู้ล่ะว่าใบโคคาจะไปทางไหนต่อ ขอแอบเชียร์ให้ไม่ผิดกฎหมาย เพราะมันคือใบไม้ ไม่มีผลทำให้เสพติด ตัวที่ต้องกวาดล้างต้องห้ามคือโคเคน และระหว่างนี้ หากมีโอกาสได้กลับไปแถวเทือกเขาแอนดิสอีก ก็จะดื่มชาใบโคคา และเคี้ยวใบโคคาเพื่อป้องกันโรคจากขึ้นที่สูงต่อไป