แม่น้ำเงิน ไม่มีเงิน

เมื่อครั้งที่แล้วในเรื่องน้ำตกอิกัวซู (Iguazú) ได้ติดตามการเดินทางของแม่น้ำอิกัวซูว่าเกิดในบราซิล ไหลลงมาถึงชายแดนอาร์เจนตินาเกิดเป็นน้ำตกอิกัวซู แล้วไหลต่อไปรวมกับแม่น้ำปารานา (Paraná) ซึ่งไหลไปลงเขื่อนอิไตปู้ (Itaipú) อีกต่อหนึ่ง
เกิดคำถามว่า แล้วน้ำนั้นไปไหนต่อ? ไม่น่าจะจบลงที่เขื่อนใช่ไม๊

ด้วยความสงสัย เลยไปอ่านข้อมูลของแม่น้ำปารานา ได้คำตอบว่าไหลไปรวมกับแม่น้ำอุรุกวัย (Uruguay) กลายมาเป็นแม่น้ำปลาต้า (Río de la Plata) และไปจบการเดินทางที่มหาสมุทรแอตแลนติก

อ่อ … มารวมกับ Río de la Plata ที่เราคุ้นเคยนี่เอง
Río de la Plata (ริโอ เด ลา ปลาต้า) หรือที่ในภาษาอังกฤษบ้างเรียกว่า River Plate บ้างเรียกว่า La Plata River เป็นแม่น้ำที่ทำให้เราต้องทำความเข้าใจกับคำว่า “แม่น้ำ” เสียใหม่ คนที่โตมากับแม่น้ำปิง มาเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นแม่น้ำบางนาราก็รู้สึกว่าเป็นแม่น้ำที่กว้างแล้ว ไปเจอแม่น้ำที่กว้างสุดลูกหูลูกตา มองไปไม่เห็นฝั่งตรงข้าม นี่ใช่แม่น้ำจริงๆ เหรอ??

แม่น้ำ La Plata เกิดจากน้ำของแม่น้ำปารานาและแม่น้ำอุรุกวัยมารวมกันบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของบัวโนสไอเรส จุดที่แม่น้ำสองสายมารวมกันกว้าง (แค่) เกือบๆ 50 กิโลเมตร แล้วไหลต่อลงมา โดยเป็นแนวพรมแดนทางธรรมชาติระหว่างอาร์เจนตินากับอุรุกวัยไปด้วย ก่อนที่จะลงมหาสมุทรแอตแลนติก รวมความยาว 320 กิโลเมตร ถือเป็นแม่น้ำสั้นๆ เมื่อเทียบกับแม่น้ำสำคัญระดับโลกทั่วไป แต่ความเด็ดของเค้าอยู่ที่ความกว้างจ้า แม่น้ำอะไรจุดที่กว้างที่สุด กว้างตั้ง 219 กิโลเมตร ทำให้แม่น้ำ La Plata เป็นแม่น้ำที่กว้างที่สุดในโลก … 219 กิโลเมตร นี่มันระยะทางจากกรุงเทพจนเกือบจะถึงนครสวรรค์อยู่แล้ว …
ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์และอะไรต่างๆ แล้ว ผู้รู้บางคนก็บอกว่าแม่น้ำ La Plata จริงๆ แล้วไม่ใช่แม่น้ำ น่าจะเรียกว่า อ่าว มากกว่า เป็นปากอ่าวของแม่น้ำปารานาและแม่น้ำอุรุกวัย ที่กำลังไหลลงมหาสมุทรแอตแลนติก

นักวิชาการจะว่ายังไงก็แล้วแต่เนาะ เมื่อยังไม่มีการแก้ไขข้อมูลทางการ เราก็จะเรียกว่าแม่น้ำต่อไป
ประวัติศาสตร์บอกว่า “คนขาว” ที่มาเจอแม่น้ำ La Plata ครั้งแรกในปี 1516 คือ Juan Díaz de Solís นักเดินเรือชาวสเปน ซึ่งอยู่ระหว่างล่องเรือทางตอนใต้ของทวีปอเมริกา พยายามหาทางเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทริปนั้นประกอบด้วยเรือ 3 ลำ ลูกเรือ 70 คน ล่องเรือตามแนวชายฝั่งทิศตะวันออกไปเรื่อยๆ จนไปเจอแม่น้ำ La Plata และล่องเรือทวนกระแสน้ำขึ้นไปเรื่อยๆ โดยส่วนหนึ่งขึ้นฝั่งที่พื้นที่ของ Colonia ในปัจจุบัน แล้วก็โดนคนท้องถิ่นพื้นเมืองโจมตี ว่ากันว่าเหลือลูกเรือรอดชีวิตแค่คนเดียว เป็นเด็กหนุ่มอายุ 14 ปี ชื่อ Francisco del Puerto ที่รอดไม่ใช่ว่าอะไร แต่เพราะว่าวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นพื้นเมืองจะไม่ฆ่าคนแก่ สตรี และเด็ก ประวัติศาสตร์เล่าอีกว่า หลายปีหลังจากนั้น Sebastian Cabot นักเดินเรืออีกคนนึงก็ล่องเรือแถวบริเวณนั้นแล้วเห็นคนท้องถิ่นพื้นเมืองตัวโตๆ คนหนึ่งยืนตะโกนร้องเรียกอยู่บนฝั่ง พอขึ้นฝั่งก็พบว่า คนนั้นคือ Francisco del Puerto นั่นเอง ซึ่งยังมีชีวิตและเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูอย่างดีของคนท้องถิ่นพื้นเมือง สุดท้าย Francisco ก็ขึ้นเรือออกเดินทางไปกับ Cabot นั่นเอง

นั่นฝั่งหนึ่ง แต่อีกฝั่งหนึ่งก็บอกว่า “คนขาว” คนแรกที่เห็นแม่น้ำ La Plata คือ Amerigo Vespucci (อเมริโก เวสปุชชี) ตะหาก

ถ้าพอรู้ประวัติศาสตร์ “โลกใหม่” หรือทวีปอเมริกาบ้าง ชื่อที่จะได้ยินบ่อยๆ ซ้ำๆ น่าจะเป็นชื่อ Cristoforo Colombo หรือ Chirstopher Columbus หรือคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสนักเดินเรือชาวอิตาเลียน ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น “The discoverer of America” หรือ ผู้ค้นพบอเมริกา จากการเดินเรือด้วยการสปอนเซอร์ของกษัตริย์สเปน แต่เอาจริงๆ ข้อมูลนี้ถูกแล้วเหรอ? ก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียวนะ เพราะว่าก่อนหน้าที่โคลัมบัสจะล่องเรือไปถึงอเมริกา ก็มี “คนขาว” กลุ่มอื่นที่ไปถึงแล้ว โดยเฉพาะพวกไวกิ้ง แต่พวกไวกิ้งไปถึงอเมริกาแล้วก็จบไป ไม่ได้มีการสานต่ออะไร ในขณะที่การไปถึงของโคลัมบัสเนี่ย มีผลลัพธ์ตามมามากมาย Martin Dugard นักวิชาการฝรั่งอธิบายไว้สั้นๆ แต่ได้ใจความ เขาบอกว่า โคลัมบัสโด่งดังขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเขาป่าวประกาศว่าเขาไปถึงเป็นคนแรก แต่เพราะโคลัมบัสเขา “อยู่ยาว” “Columbus´s claim to fame isn´t that he got there first, it´s that he stayed” … มันก็จริงนะ ค้นพบ สำรวจ ครอบครอง บุกรุก ปกครอง ข่มเหง… แล้วแต่ว่าจะมองจากมุมของคนยุโรป หรือคนท้องถิ่นพื้นเมืองของทวีปอเมริกา …

เรื่องว่าโคลัมบัสไม่ใช่ “คนขาว” คนแรกที่ไปถึงอเมริกาก็เรื่องนึง และยังมีเรื่องหนึ่งด้วย อย่าลืมว่าโคลัมบัสออกเดินทางจากยุโรป โดยตั้งใจจะหาเส้นทางเดินเรือไปให้ถึงเอเชีย โดยได้แรงบันดาลใจมาจากบันทึกการเดินทางของ Marco Polo (มาร์โค โปโล) ซึ่งล่องเรือจากยุโรปไปทางทิศตะวันออกจนไปถึงเอเชีย โคลัมบัสว่าจะล่องเรือไปเอเชียบ้าง แต่จะไปทางทิศตะวันตก พอไปเจอแผ่นดินใหม่ โคลัมบัสก็ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นแผ่นดินใหม่ ยังคงนึกว่าเป็นเอเชีย … โคลัมบัสไม่สงสัยมั่งเหรอ ขึ้นฝั่งมาตั้งนาน ทำไมไม่เจออะไรๆ แบบที่มาร์โค โปโลเคยเขียนบรรยายไว้เมื่อตอนเดินทางไปถึงจีนถึงเอเชียมั่งเลย … ที่จริงแล้ว “คนขาว” ที่ฉุกคิดขึ้นมาและยืนยันว่านี่คือแผ่นดินใหม่ ไม่ใช่เอเชีย คือคุณ Amerigo Vespucci (อเมริโก เวสปุชชี) นักเดินเรือชาวอิตาเลียนที่เดินเรือสำรวจทวีปอเมริกาด้วยทุนทรัพย์ของกษัตริย์โปรตุเกสคนนี้ตะหาก เวสปุชชีเดินเรือไปทวีปอเมริกา อยู่แถวๆ บราซิล แล้วก็ออกมาสรุปว่า นี่เป็นแผ่นดินใหม่ หาใช่เอเชียแบบที่โคลัมบัสบอกไม่ ข้อมูลจากการบันทึกของเวสปุชชีได้รับการสนับสนุนจาก Martin Waldeseemuller คนเขียนแผนที่ชาวเยอรมัน ซึ่ง 1 ปีหลังจากที่โคลัมบัสเสียชีวิต Waldeseemuller ก็ตีพิมพ์แผนที่โลกซึ่งเรียกแผ่นดินใหม่ว่า America – คำเพศหญิงของ Americus ซึ่งเป็นชื่อของเวสปุชชีในภาษาลาติน – Waldeseemuller บอกด้วยว่าตั้งชื่อทวีปใหม่ให้เป็นเพศหญิงเพื่อให้สอดคล้องกับยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ที่ต่างก็เป็นชื่อเพศหญิงทั้งหมด สรุปว่า ทุกวันนี้ ทั้งโคลัมบัส ทั้งเวสปุชชีต่างก็ได้รับการยอมรับในส่วนของตน โคลัมบัสในฐานะ “ผู้ค้นพบ” แผ่นดินใหม่ ส่วนเวสปุชชีก็ในฐานะผู้ที่รู้ว่า นี่คือแผ่นดินใหม่ ไม่ใช่เอเชียแบบที่เคยเข้าใจผิดกันมา ก็เป็นเกียรติเป็นศรีกับวงศ์ตระกูลกันไปทั้ง 2 ฝ่าย

แล้วสรุปว่า คนขาวคนแรกที่พบแม่น้ำ La Plata เนี่ย ใช่เวสปุชชีไม๊
บ้างบอกว่า เวสปุชชีล่องเรือมาเจอแม่น้ำ La Plata จริง แล้วตั้งชื่อว่า แม่น้ำ Jordan บ้างก็คัดค้าน เพราะหลักฐานที่ชัดเจนคือ เวสปุชชีเน้นเดินเรืออยู่แถวๆ ฝั่งตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกา ประมาณบราซิล บ้างบอกว่าลงไปจนถึง Patagonia (ปาตาโกเนีย) ทางใต้ของอาร์เจนตินา แต่ก็โดนแย้งอีกว่า ถ้าไปจริง ทำไมในบันทึกการเดินทางไม่เห็นพูดถึงแม่น้ำ La Plata เลย แม่น้ำใหญ่ขนาดนั้นถ้าพบถ้าเห็นต้องเขียนถึงสิ ถ้าไม่เขียนถึงแบบนี้ แปลว่าไม่ได้ไปเห็นหรอก

เอาเป็นว่า เมื่อคนขาวล่องเรือมาแถบนี้ ก็มาพบแม่น้ำ La Plata ก็ละกันเนอะ ตอนแรกคนท้องถิ่นพื้นเมืองเรียกแม่น้ำนี้ว่าอะไรไม่มีหลักฐานปรากฏ แต่สมัย Solís ตั้งชื่อให้ว่า Mar Dulce (มาร์ ดุลเซ่) หรือ ทะเลจืด –ก็กว้างอย่างกับทะเลแต่เป็นน้ำจืด- ต่อมา Cabot มาเปลี่ยนชื่อเป็น La Plata ซึ่งแปลว่า Silver เพราะว่า มีเรื่องเล่าถึง Sierra del Plata (เซียร์ร่า เดล ปลาต้า) หรือ Silver Mountain ที่เชื่อกันว่าตั้งอยู่เหนือขึ้นไปทางต้นน้ำนู่น แต่จริงๆ แล้ว บริเวณใกล้ๆ นั้น ไม่มีนะภูเขาเงินตามเรื่องเล่า ถ้าจะเสาะหากันจริงๆ ก็นู่นเลย เหมืองเงินอยู่ที่ Potosí (โปโตซี) ในโบลิเวียปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างออกไปตั้งไกล

เมื่อมาพบแม่น้ำ La Plata ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ก็มีการก่อร่างสร้างเมือง โดย Pedro de Mendoza (เปโดร เด เมนโดซา) ได้ตั้งบัวโนสไอเรสขึ้นที่ฝั่งใต้และตะวันตกของแม่น้ำ La Plata เมื่อปี 1536 ชื่อเต็มเพราะๆ ของเมืองคือ Santa María de los Buenos Aires (ซานตา มาเรีย เด โลส บัวโนส ไอเรส) แปลตรงๆ ตัวคือ พระแม่มาเรียแห่งอากาศดี (Buenos Aires แปลว่าอากาศดี) แล้วก็มีช่วงที่ทิ้งเมืองไป ก่อนจะกลับมาก่อตั้งกันอีกครั้งเมื่อปี 1580 โดย Juan de Garay (ฆวน เด กาเรย์) ข้างฝั่งโปรตุเกสก็ไปตั้งเมือง Colonia del Sacramento (โกโลเนีย เดล ซาคราเมนโต) ขึ้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ อยู่ตรงข้ามกับบัวโนสไอเรสพอดิบพอดี แต่ก่อตั้งปุ๊บ ก็โดนฝั่งสเปนมารุกปั๊บ เพราะสเปนกับโปรตุเกสได้ทำสัญญา Tordesillas กันไว้เพื่อตกลงแบ่งพื้นที่การเดินเรือในแอตแลนติกและโลกใหม่ ตอนนั้นมีการขีดเส้นสมมติแนวตั้งพาดตั้งแต่ขั้วโลกเหนือไปขั้วโลกใต้ แล้วยึดเอาเส้นแบ่งอยู่ที่ประมาณทางตะวันตกของ Cape Verde ในปัจจุบัน พื้นที่ฝั่งตะวันออกของเส้นนี้ให้เป็นของโปรตุเกส พื้นที่ฝั่งตะวันตกให้เป็นของสเปน เส้นนี้มันผ่านแนวของบราซิลทำให้บราซิลเป็นประเทศเดียวในอเมริกาใต้ที่พูดโปรตุเกส ในขณะที่ประเทศอื่นๆ พูดสเปนนะจ๊ะ พอแบ่งพื้นที่ทำสัญญากันแล้ว โปรตุเกสดันผิดสัญญามาตั้งเมืองรุกล้ำเข้ามาในเขตของสเปน ก็สู้กันหน่อยล่ะ นอกจากแย่ง Colonia del Sacramento กันแล้ว สเปนก็รุกด้วยการไปตั้งอีกเมืองนึง เพื่อกันการขยายตัวการเติบโตของพื้นที่ของพวกโปรตุเกส ซึ่งเมืองที่สเปนตั้งขึ้นก็คือมอนเตวิเดโอ เมืองหลวงของอุรุกวัยในปัจจุบันนั่นเอง

นอกจากเจ้าอาณานิคมจะมาสู้กันบริเวณแม่น้ำ La Plata ในยุคล่าอาณานิคมแล้ว ชาติมหาอำนาจยุคใหม่ก็มาสู้รบกันบริเวณแม่น้ำ La Plata อีกนะ โดยเป็นสถานที่เกิดเหตุของการสู้รบกันระหว่างเรือ Admiral Graf Spee ของเยอรมนี และเรือ HMS Ajax เรือ HMS Archilles และเรือ HMS Exeter ของสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สรุปโดยย่อก็คือ ช่วงก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะระเบิดขึ้น กองทัพเยอรมนีได้ส่งเรือ Admiral Graf Spee ไปเตรียมพร้อมอยู่บริเวณแอตแลนติกใต้เพื่อเตรียมรับมือและทำลายกองเรือของฝั่งตรงข้าม จนสุดท้ายก็ไปสู้รบกับเรือของสหราชอาณาจักรในน่านน้ำของอุรุกวัย เรียกว่า Batalla del Río de la Plata (La Plata River Battle) หรือ Batalla en la Bahía de Montevideo (Montevideo Bay Battle) เมื่อปี 1939 นับเป็นการต่อสู้ทางเรือครั้งสุดท้ายของโลก สู้กันด้วยเรือล้วนๆ ไม่รวมเรือดำน้ำหรือเครื่องบิน และเป็นการสู้รบระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้นในอเมริกาใต้ การสู้รบครั้งนั้นสหราชอาณาจักรชนะ จุดจบของเรือ Admiral Graf Spee น่ะเหรอ? กัปตัน Hans Langsdorf ตัดสินใจจมเรือเพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของกองทัพสหราชอาณาจักร โดยก่อนที่จะจมเรือก็ขนย้ายลูกเรือไปพักรักษาตัวที่มอนเตวิเดโอ และบัวโนสไอเรส โดยต่อมาบางส่วนเดินทางกลับเยอรมนี แต่บางส่วนก็อาศัยอยู่ต่อทั้งในมอนเตวิเดโอ ทั้งในบัวโนสไอเรส รวมถึงเมืองอื่นๆ ในทั้งสองประเทศจนตั้งครอบครัวสืบลูกหลานมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนกัปตัน Langsdorf ก็จบชีวิตตัวเองด้วยการยิงตัวตายในที่พักที่บัวโนสไอเรส เขาว่าแต่งตัวเครื่องแบบเต็มยศและห่มร่างกายตัวเองไว้ด้วยธงกองทัพเยอรมนีด้วย

ถามว่า ในปัจจุบันนี้ แม่น้ำ La Plata มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน ตอบได้เลยว่ามาก นอกจากเป็นพรมแดนทางธรรมชาติระหว่าง 2 ประเทศ ยังเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญมาก ทั้งสำหรับเรือขนส่งสินค้าทั้งเรือผู้โดยสาร สมัยอยู่บัวโนสไอเรส ถ้าต้องไปมอนเตวิเดโอ ถ้าเลือกได้จะเลือกนั่งเรือ บริษัทเดินเรือหลักคือบริษัท Buquebus ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงหรือถ้าเป็นเรือเร็วจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ท่าเรือทั้งฝั่งบัวโนสไอเรสและฝั่งมอนเตวิเดโอถือได้ว่าอยู่ในเมือง ซึ่งสะดวกสำหรับการเดินทาง ถ้าเดินทางด้วยเครื่องบิน แม้ว่าจะใช้เวลาบินไม่ถึง 1 ชั่วโมง แต่อย่าลืมว่าสนามบินไม่ได้อยู่ในตัวเมือง แถมยังต้องเสียเวลาไปถึงสนามบินก่อนเวลาเดินทางค่อนข้างเยอะ และที่สำคัญการเดินทางทางเครื่องบินในอาร์เจนตินามีความเสี่ยงสูงมาก … ไม่ใช่เสี่ยงเรื่องความปลอดภัย แต่เสี่ยงว่า วันนี้จะเจอประท้วงอะไรไหม ประท้วงกันเก่งจริงๆ บางทีก็นักบิน บางทีก็เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน บางทีก็เจ้าหน้าที่สนามบิน

สิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากคือ รู้สึกว่า คนมอนเตวิเดโอได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำอย่างเต็มที่มากกว่าฝั่งอาร์เจนตินา เพราะชายฝั่งด้านมอนเตวิเดโอเป็นเหมือนชายฝั่งทะเล มีหาดมีคลื่น คนรู้จักเคยบอกว่า ช่วงพักเที่ยงถ้าอากาศดีๆ ก็ใส่กางเกงว่ายน้ำกระโดดลงเล่นน้ำสักพักแล้วค่อยกลับมาทำงานต่อช่วงบ่าย ส่วนฝั่งในบัวโนสไอเรส โดยเฉพาะในตัวเมือง มีการทำทางเดินริมน้ำมีรั้วกั้นและทางเดินอยู่สูงกว่าระดับน้ำ ทำให้ไม่ได้ “สัมผัส” น้ำได้เต็มที่ แต่กระนั้นก็ตาม การมีแม่น้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลอยู่ใกล้ตัว มันช่วยให้อากาศดี ให้มีลมพัด ช่วยให้ไม่ค่อยมีมลภาวะทางอากาศภายในเมือง ทำให้บัวโนสไอเรสเป็นเมืองที่อากาศดีสมกับชื่อจริงๆ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s