ตระการตาและเปียกปอน ที่น้ำตกอีกัวซู

อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยงามตระการตาหลายแห่ง ทั้งพื้นที่แห้งและทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงเหนือ เทือกเขาแอนดิสทางตะวันตก ธารน้ำแข็งทางใต้ รวมทั้งเมือง Ushuaia (อูชัวยา) เมืองที่อยู่ใต้สุดของโลก ทุ่งหญ้า Pampa (ปัมปา) ตอนกลางของประเทศ รวมถึงพื้นที่ป่าร้อนชื้นทางตะวันออกเฉียงเหนือ

… ก่อนอื่นขอนอกเรื่องหน่อย ก่อนที่จะพูดถึงอาร์เจนตินากันต่อ … พูดถึง Ushuaia แล้วอดขำไม่ได้ รู้จักชื่อนี้ครั้งแรกตอนอยู่ฝรั่งเศส เป็นชื่อยี่ห้อสบู่ เหมือนกับรู้จักชื่อ Quechua ครั้งแรก เป็นชื่อยี่ห้อกระเป๋า backpack ต่อมาถึงมารู้ว่า Ushuaia คือชื่อเมืองในอาร์เจนตินา และ Quechua คือชื่อคนพื้นเมืองที่อาศ้ยอยู่ในพื้นที่ของอาร์เจนตินา โบลิเวีย ชิลี โคลอมเบีย เอกวาดอร์ และเปรูในปัจจุบัน และเป็นชื่อภาษาของคนที่อาศัยในพื้นที่เทือกเขาแอนดิสสืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคอินคา จะว่าไปแล้วการใช้ชื่อ Quechua เป็นยี่ห้อกระเป๋าเนี่ยรับได้ เพราะชื่อคงให้ความรู้สึกถึงการผจญภัย พื้นที่ห่างไกล มีประวัติศาสตร์น่าสนใจ ชวนให้เดินทาง แต่ใช้ชื่อ Ushuaia เป็นยี่ห้อสบู่นี่ทำร้ายจิตใจกันมาก สบู่ กับ เมืองที่อยู่ใต้สุดของโลกมันเกี่ยวกันตรงไหน ช่วยอธิบายทีเถอะ …

อ่ะ กลับมาเรื่องอาร์เจนตินา หากถามว่า ประทับใจที่เที่ยวไหนมากที่สุด คงไม่สามารถเลือกมาเพียงที่เดียวได้ เพราะแต่ละที่ก็สวยงามและมีเสน่ห์ในตัวเอง แต่แน่นอนว่า ชื่อหนึ่งที่จะนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ จะต้องเป็นน้ำตก Iguazú (อีกัวซู) แน่นอน เพราะนอกจากความยิ่งใหญ่อลังการของมันแล้ว ตลอด 4 ปีที่อยู่อาร์เจนตินามีโอกาสได้ไปชมความอลังการของน้ำตกนี้ตั้ง 4 ครั้ง ย่อมจะแอบลำเอียงให้ที่นี่นิดหน่อยเป็นธรรมดา

น้ำตกอีกัวซูตั้งอยู่บริเวณชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินาและทางใต้ของบราซิล อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอีกัวซู (Parque Nacional Iguazú) จังหวัด Misiones (มิซิโอนเนส) ของอาร์เจนตินา และอุทยานแห่งชาติอีกัวซู Parque Nacional do Iguaçu รัฐ Paraná (ปารานา) ของบราซิล เขียนชื่อต่างกันเพราะอาร์เจนตินาใช้ภาษาสเปน บราซิลใช้ภาษาโปรตุเกส และอาร์เจนตินาแบ่งการปกครองเป็นจังหวัด ส่วนบราซิลแบ่งเป็นรัฐนะจ๊ะ

น้ำตกอีกัวซูเนี่ย จริงๆ แล้วต้องเป็นพหูพจน์ ต้องเป็นน้ำตกเติม “s” เพราะประกอบด้วยน้ำตกใหญ่น้อยถึง 275 อัน รวมความกว้างทั้งหมด 2,700 เมตร ใช่แล้ว… อ่านไม่พลาด เขียนไม่ผิด ความกว้างทั้งหมดของน้ำตกอีกัวซูคือเกือบ 3 กิโลเมตร โดยร้อยละ 80 อยู่ฝั่งอาร์เจนตินาและร้อยละ 20 อยู่ฝั่งบราซิล เป็นน้ำตกที่เกิดจากแม่น้ำอีกัวซูซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ในบราซิลและไหลลงมาเรื่อยๆ ระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตร เพื่อมารวมกับแม่น้ำปารานา จุดที่สูงที่สุดของน้ำตกอีกัวซูสูง 80 เมตร ชื่อ Garganta del Diablo หรือ Devil´s Throat หรือ ลำคอปีศาจ ปริมาณน้ำโดยเฉลี่ย 1,500-1,746 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และเคยมีน้ำมากถึง 45,700 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 2014

ชื่ออีกัวซูมาจากคำว่า Yguazú ในภาษา Guaraní (กวารานี) Y แปลว่า น้ำ Guazú แปลว่า ใหญ่ ภาษากวารานีนี้เป็นภาษาของคนกวารานีที่อาศัยอยู่ในปารากวัย ตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินา ทางใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของบราซิล และตะวันออกเฉียงใต้ของโบลิเวีย รวมไปถึงทางเหนือของอุรุกวัยด้วยนิดหน่อย ปัจจุบันมีคนพูดภาษากวารานีประมาณ 8 ล้านคน มีสถานะเป็นภาษาทางการของปารากวัยและโบลิเวีย รวมถึงบางพื้นที่ของอาร์เจนตินาและบราซิลด้วย พื้นที่บริเวณน้ำตกอีกัวซูนี้ มีคน mbyá-guaraní อาศัยอยู่มานานแล้ว ส่วนคนตะวันตกคนแรกที่ได้เห็นน้ำตกอีกัวซูคือ Álvar Núñez Cabeza de Vaca ซึ่งอยู่ระหว่างล่องเรือจากฝั่งแอตแลนติกจะไปเมือง Asunción (อะซุนซิโอน) ของปารากวัย มาเจอน้ำตกนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1542 และตั้งชื่อว่า น้ำตก Santa María แต่ไม่ฮิตติดปากเท่ากับชื่ออีกัวซูที่เรียกกันมาแต่เดิม

ตำนานกวารานีเล่าว่า สมัยที่ยังไม่มีน้ำตก ในแม่น้ำอีกัวซูมีงูยักษ์ชื่อ Boi อาศัยอยู่ และทุกๆ ปีคนกวารานีจะต้องบูชางูยักษ์ตัวนี้ด้วยการมอบหญิงสาวให้ 1 คน มีอยู่ปีนึงเตรียมพิธีกันแล้วเรียบร้อย แต่มีหนุ่มชื่อ Tarobá มาตกหลุมรัก Naipí หญิงสาวที่จะโดนบูชายัญจึงพยายามเจรจาต่อรองกับผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อให้สาวเจ้ารอดจากการบูชายัญแต่ไม่สำเร็จ คืนก่อนที่จะมีพิธี Tarobá ก็เลยลักพาตัว Naipí ซะเลยนี่แหนะ โดยจะพายเรือหนีไปด้วยกัน แต่งู Boi รู้เข้าก็เลยแผลงฤทธิ์ทำให้แม่น้ำแยกตัวออก และกลืนร่างของทั้งสองลงไปในน้ำ เรือนผมของ Naipí กลายมาเป็นน้ำตก และ Tarobá ถูกสาปให้กลายเป็นต้นไม้อยู่ที่ด้านบนของน้ำตก ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกจากกันตลอดไป แต่คนกวารานีเชื่อว่า ชะตาชีวิตก็ไม่โหดร้ายจนเกินไป เพราะทุกครั้งที่เกิดรุ้งกินน้ำ นั่นเป็นเหมือนสะพานให้ Tarobá และ Naipí กลับมาหากันได้อีกครั้ง

พื้นที่อุทยานแห่งชาติอีกัวซูในปัจจุบัน เคยมีเจ้าของด้วยนะ นาย Gregorio Lezama เจ้าของตอนนู้นเห็นว่าไม่มีค่า เลยขายในการประมูลโดยโฆษณาเพียงว่า “พื้นที่ป่าสวยงาม และมีน้ำตกหลายแห่ง” นาย Domingo Ayarragaray เจ้าของคนต่อมาเริ่มพัฒนาพื้นที่โดยสร้างโรงแรม และทางเดินไว้สำหรับนักท่องเที่ยวชมน้ำตก จนในปี 1902 ทางการอาร์เจนตินาคงจะมองเห็นอะไรซักอย่าง จึงให้นาย Carlos Thays สถาปนิกและนักออกแบบภูมิทัศน์ทำการศึกษาพื้นที่ โดยต่อมาได้อาศัยข้อมูลนั้นในการผลักดันการก่อตั้งอุทยานแห่งชาติอีกัวซูขึ้นในปี 1934 ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี Hipólito Yrigoyen ส่วนบราซิลก็ตั้งอุทยานแห่งชาติอีกัวซูขึ้นในปี 1939 ต่อมาอุทยานแห่งชาติทั้ง 2 ฝั่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1984 (อาร์เจนตินา) และปี 1986 (บราซิล)

โลโก้ของอุทยานฝั่งบราซิลเป็นรูปจากัวร์ ก็เดาได้ว่าคงมีอยู่เยอะในพื้นที่บริเวณนั้น ส่วนฝั่งอาร์เจนตินาเป็นรูปน้ำตกและนกตัวหนึ่ง ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าเป็นนกอะไร พออ่านข้อมูลเลยรู้ว่าเป็นนก Swift หรือ นกแอ่น ไม่ใช่นกนางแอ่นนะ เพราะนกนางแอ่นภาษาอังกฤษคือ Swallow

นกแอ่น (Swift) กับนกนางแอ่น (Swallow) เหมือนกันตรงที่ต่างหากินโดยการบินฉวัดเฉวียนจับแมลงกลางอากาศ แต่อย่างอื่นไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า อ่านเว็บภาษาไทยแล้วปวดกะโหลกมาก เพราะหลายเว็บเขียนชื่อสลับไปมาเหมือนว่านก 2 ชื่อนี้คือชนิดเดียวกัน บางเว็บออกตัวเริ่มต้นชัดเจนว่านกแอ่น ไม่ใช่นกนางแอ่น แต่แล้วในบทความพี่กลับเรียกชื่อสลับกันไปมา เดี๋ยวนาง เดี๋ยวไม่นาง ก็เลยเลิกอ่านภาษาไทย กลับไปอ่านข้อมูลภาษาต่างด้าวเช่นเคย ที่เขียนต่อไปนี้คือข้อมูลที่สรุปจากเว็บภาษาอังกฤษ ผิดถูกอย่างไรก็จนด้วยเกล้านะคะ เพราะไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยจริงๆ ข้อมูลภาษาอังกฤษเค้าแยกชัดเจนระหว่างนกแอ่น กับนกนางแอ่น โดยนกแอ่น (Swift) จัดเป็นนกกลุ่มที่บินเร็วที่สุดในโลก มีบางสายพันธุ์บินได้ 169 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรืออย่างน้อยๆ ก็บินได้ 112 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือ 31 เมตร/วินาทีเลย มีความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก echolocation หรือการบอกระยะทางและทิศทางโดยใช้เสียงสะท้อน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการอาศัยหรือบินในที่มืด เช่น ถ้ำ นกแอ่นทำรังจากน้ำลาย ซึ่งก็คือที่มนุษย์เราไปเก็บมาทำรังนกขายกันนั่นแล เพิ่งรู้นะว่ารังเนี่ยสร้างโดยตัวผู้ในระหว่างฤดูผสมพันธุ์ โดยใช้เวลามากกว่า 35 วัน รังนกแอ่นมีแคลเซียม เหล็ก โปแตสเซียม และแมกนีเซียมสูง ในขณะที่นกนางแอ่น (Swallow) อาศัยในโพรงไม้ หรือทำรังจากโคลน … ข้อมูลผิดถูกอย่างไร ใครมีความรู้เรื่องนี้ ช่วยมาอธิบายด้วยค่ะ จะขอบพระคุณ

กลับมาที่น้ำตกอีกัวซู ถามว่าทำไมใช้นกแอ่นเป็นโลโก้ ก็เพราะว่ามีนกแอ่นเยอะแยะมากมายคอยบินจับแมลงกินอยู่บริเวณน้ำตกน่ะสิคะ โดยเฉพาะบริเวณ Garganta del Diablo นี่มีเยอะมาก เพลินกับการดูน้ำตกแล้วก็เพลินกับการดูนกบินฉวัดเฉวียนในอากาศด้วย

น้ำตกอีกัวซูไม่ได้เป็นแค่น้ำตกขนาดใหญ่เท่านั้น พื้นที่โดยรอบยังเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าเยอะแยะอีกด้วย บริเวณนั้นมีนกกว่า 450 ชนิดและมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกกว่า 80 สายพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีแมลงและสัตว์น้ำต่างๆ อีก ฉะนั้นการบริหารจัดการพื้นที่ของทั้งฝั่งอาร์เจนตินาและฝั่งบราซิลจะให้ความสำคัญกับการเคารพสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และรบกวนสิงสาราสัตว์ให้น้อยที่สุด ฝั่งอาร์เจนตินาใช้การเดินทางไปยังจุดสำคัญต่างๆ ด้วยรถไฟ Tren Ecológico de la Selva หรือ Ecological Train of the Forest ขับเคลื่อนด้วย LPG แล่นด้วยความเร็วต่ำกว่า 18 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อควบคุมเสียงรบกวน รถไฟออกจากสถานีหลัก หรือ Estación Central บริเวณทางเข้าอุทยาน และให้บริการไปสถานีต่างๆ การเข้าชมน้ำตกจะให้เดินตามทางเดินที่ทำไว้ ฝั่งอาร์เจนตินามีหลายเส้นทาง ทั้งเส้นทาง Inferior (ทางเดินด้านล่างของน้ำตก ระยะทาง 1,750 เมตร) เส้นทาง Superior (ทางเดินด้านบนของน้ำตก ระยะทาง 1,700 เมตร) นอกจากนี้ ยังสามารถนั่งเรือลงไปชมน้ำตกได้แบบใกล้ชิด รวมถึงขึ้นเกาะ San Martín ซึ่งอยู่กลางแม่น้ำด้วย จุดเด่นสำคัญที่สุดของการเที่ยวชมน้ำตกฝั่งอาร์เจนตินาย่อมหนีไม่พ้นการชม Garganta del Diablo ซึ่งเมื่อลงรถไฟที่สถานี  Garganta del Diablo แล้วจะต้องเดินตามทางเดินเหนือแม่น้ำอีกัวซูเข้าไปอีก 1,100 เมตร จุดนั้นเป็นจุดที่ตื่นตาตื่นใจยิ่งใหญ่มาก เพราะทางเดินแทบจะไปจบลง ณ หน้าผา จุดที่น้ำตกลงสู่พื้นเลย เรียกได้ว่ายืนชมอยู่ในระยะห่างแค่ 50 เมตร ใครไปยืนตรงนั้นไม่ต้องห่วง รับประกันว่าได้รับละอองน้ำกันจนเปียกทุกคนแน่นอน เคยฟังไกด์เล่าว่า สมัยก่อนมีการพานักท่องเที่ยวลงเรือลำเล็กแล้วพายเรือเข้าไป นึกภาพแล้วอดกลัวไม่ได้ เพราะว่าพลังน้ำมหาศาลขนาดนั้น กำลังแขนคนน่ะหรือจะพายเรือสู้กับกำลังของน้ำได้ ต่อมา มีเรือถูกน้ำพัดไป มีคนเสียชีวิตการนำชมแบบนั้นเลยถูกยกเลิกไปในที่สุด สำหรับฝั่งบราซิล การเดินทางภายในอุทยานใช้รถบัส และมีทางเดินสำหรับชมน้ำตกเช่นกัน โดยทางเดินไปจบที่ Naipí Area ใกล้หน้าผาน้ำตกขนาดใหญ่ มีทางเดินเข้าไปกลางแม่น้ำซึ่งรับประกันว่าเปียกกันทุกคนแน่นอนเช่นกัน นอกจากนี้ฝั่งบราซิลยังมีบริการนำชมน้ำตกด้วยเฮลิคอปเตอร์ด้วยนะ รู้สึกว่าทัวร์นึงใช้เวลาบินเหนือน้ำตกประมาณ 10 นาทีเพื่อเห็นภาพมุมสูง ซึ่งก็อลังการตื่นตาไปอีกแบบ

น้ำตกอีกัวซูได้รับการยอมรับในระดับโลกว่าเป็นน้ำตกที่ตระการตามากที่สุด มีการเปรียบว่าเมื่อยืนอยู่ตรงด้านล่างแล้วเงยหน้ามองขึ้นไปที่ด้านบนของน้ำตกจะรู้สึกเหมือนกับว่าน้ำจากทั้งมหาสมุทรกำลังตกลงมาเลยทีเดียว นอกจากนี้ เมื่อปี 2011 น้ำตกอีกัวซูยังได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกอีกด้วย

ถามว่า จำเป็นต้องเที่ยวน้ำตกทั้ง 2 ฝั่งไม๊ จะว่าจำเป็นก็คงไม่ใช่ แต่ว่าควรอย่างยิ่งที่จะเที่ยวทั้ง 2 ฝั่ง เพราะให้ความรู้สึกและภาพที่ต่างกัน ด้วยความที่น้ำตกร้อยละ 80 อยู่ในอาร์เจนตินา มีคำกล่าวว่า ถ้าอยากจะ “ดู” น้ำตก ให้ดูจากฝั่งบราซิล จะได้เห็นภาพมุมกว้างว่าหน้าตาของน้ำตกอีกัวซูเป็นอย่างไร แต่ถ้าอยาก “รู้สึก” น้ำตก ให้ดูจากฝั่งอาร์เจนตินา เพราะจะได้สัมผัสใกล้ชิด ตัวเปียกปอนกันไปถ้วนหน้า

การเดินทางไปน้ำตกอีกัวซูสะดวกสบาย ทั้งการเดินทางจากฝั่งอาร์เจนตินาและบราซิล เพราะมีสนามบินนานาชาติตั้งอยู่ถึง 2 แห่ง ได้แก่ สนามบิน Puerto Iguazú (IGR) ในฝั่งอาร์เจนตินา และสนามบิน Foz do Iguaçu (IGU) ในฝั่งบราซิล ชื่อคล้ายกันอาจจะสร้างความสับสนเล็กน้อย เวลาเลือกจองตั๋วเครื่องบินต้องดูให้ดีๆ ไม่งั้นนึกว่าจะบินไปลงฝั่งอาร์เจนตินา อาจจะไปโผล่ฝั่งบราซิลแทนก็ได้ … ถามว่า ควรใช้เวลาอยู่ที่น้ำตกกี่วัน โดยส่วนตัวคิดว่าอย่างน้อยที่สุดคือ 1 วันครึ่ง เพื่อเที่ยวฝั่งอาร์เจนตินา 1 วันด้วยความที่มีหลายเส้นทางให้เดิน และฝั่งบราซิลครึ่งวัน ถ้าเวลาน้อยเกินไปจะต้องรีบเดิน รีบดูเกินไป สมองสติยังไม่ทันได้ซึมซับความยิ่งใหญ่อลังการของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ต้องรีบวิ่งไปที่หมายถัดไปซะแล้ว และถ้ามีทุนทรัพย์ขอแนะนำให้เข้าพักโรงแรมที่อยู่ในเขตอุทยานเสียเลย ฝั่งอาร์เจนตินามีโรงแรม Sheraton ฝั่งบราซิลมีโรงแรม Hotel das Cataratas ทั้งสองที่สามารถมองเห็นน้ำตกได้จากโรงแรมเลย วิวสวยงามไม่แพ้กัน ข้อดีของการพักในโรงแรม 2 แห่งนี้คือมีเวลาชมน้ำตกได้อย่างจุใจ ไม่ต้องออกจากอุทยานแม้จะถึงเวลาปิดอุทยานก็ตาม และที่สำคัญถ้าพักข้างในนั้น เมื่อเดินเที่ยวจนเหนื่อยแล้วยังสามารถกลับมานอนดูวิวน้ำตกจากห้องพักได้อย่างสบายๆ โดยส่วนตัวแอบชอบโรงแรมฝั่งบราซิลมากกว่า เพราะเงียบและให้ความรู้สึก exclusive มากกว่า แต่ฝั่งอาร์เจนตินาดีกว่าตรงที่ช่วยให้มีเวลาเดินเที่ยวน้ำตกได้อย่างจุใจมากกว่า

เล่าๆ มา มีแต่เรื่องสวยงามน่าอภิรมย์ จริงๆ เรื่องไม่ค่อยสวยงามก็มีนะ เพราะบรรดาคนที่เข้าเที่ยวชมน้ำตกอีกัวซู นอกจากคนที่กลับออกไปพร้อมความทรงจำความประทับใจแล้ว ก็มีคนที่ไม่ได้กลับออกไปด้วย แต่ไหนแต่ไรมีคนมาเสียชีวิตที่นี่พอสมควร ทั้งจากอุบัติเหตุ เช่น เรือที่พาลงไปดูน้ำตกพลิกคว่ำ และคนที่ตั้งใจฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่จะกระโดดจากจุดชมวิวที่ Garganta del Diablo แต่ก็มีบ้างที่ไปกระโดดจากน้ำตกอื่น เขาว่าเมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว มีคู่บ่าวสาวเพิ่งแต่งงานได้ไม่นานไปกระโดดน้ำตายด้วยกัน โดยผูกมือติดกันไว้และแต่งตัวด้วยชุดแต่งงาน หลังๆ มานี้ด้วยเทคโนโลยีและโทรศัพท์มือถือทำให้เริ่มมีการอัดคลิปไว้ได้ทันและเอามาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ท จำได้ว่ากรณีแรกที่มีการถ่ายคลิป คือเมื่อปี 2013 ครูผู้หญิงคนอาร์เจนตินาอายุ 38 ปี กระโดดลงไปจากบริเวณ Garganta del Diablo มาทราบข้อมูลภายหลังว่ามีปัญหาสุขภาพป่วยระยะสุดท้ายและมีอาการซึมเศร้า เมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็เพิ่งมีผู้ชายบราซิลอายุ 26 ปีกระโดดจากบริเวณเดียวกัน ทำให้เริ่มมีการเรียกร้องว่าควรจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ที่จุดชมวิวไม๊ เพราะทางเดินในปัจจุบันมีรั้วกั้นก็จริง แต่รั้วสูงแค่ประมาณหน้าอกของคนเท่านั้นเองมันป้องกันอะไรไม่ได้เลย

พูดถึงน้ำตกอีกัวซูพูดถึงชายแดนอาร์เจนตินากับบราซิล ก็ควรจะต้องพูดถึงปารากวัยด้วย เพราะปารากวัยก็ได้ประโยชน์จากแม่น้ำอีกัวซู และการท่องเที่ยวบริเวณชายแดนเหมือนกัน จะว่าไปแล้ว ตรงนั้นให้ความรู้สึกคล้ายๆ สามเหลี่ยมทองคำอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นพรมแดนของ 3 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล และปารากวัย และมีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน แม่น้ำอีกัวซูพอผ่านช่วงที่เป็นน้ำตกมาแล้วก็ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปารานา ซึ่งไหลไปลงเขื่อน Itaipú (อิไตปู้) อีกต่อหนึ่ง เขื่อนนี้อยู่บริเวณชายแดนบราซิลกับปารากวัย ขึ้นชื่อว่าผลิตไฟฟ้าได้เยอะที่สุดในโลก มีกำลังผลิตไฟฟ้าถึง 14,000 เมกกะวัตต์ ถ้านึกไม่ออกว่ามันเยอะแค่ไหนล่ะก็ เอาเป็นว่ากระแสไฟที่ผลิตได้ในปี 2016 มันเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งโลกเนี่ยได้ 2 วัน ถ้าส่งพลังงานนั้นให้อาร์เจนตินา ซึ่งพื้นที่ใหญ่กว่าไทย 5 เท่า ประชากรประมาณ 40 ล้านคน จะใช้ได้มากกว่า 1 ปีอีกนะ หรือถ้าส่งให้ปารากวัย ซึ่งขนาดเล็กกว่าประเทศไทยนิดนึง ประชากรประมาณ 6.8 ล้านคน จะใช้ได้มากกว่า 12 ปีเชียว บริเวณที่เป็นอ่างเก็บน้ำทุกวันนี้เคยเป็นที่ตั้งของน้ำตก Guairá ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดบนแม่น้ำปารานา แต่ตอนนี้จมอยู่ใต้เขื่อนไปเรียบร้อยแล้ว บราซิลกับปารากวัยเริ่มเจรจาเรื่องเขื่อนกันมาตั้งแต่ช่วงปี 1960 เพื่อหาทางใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานน้ำที่มีศักยภาพสูง เริ่มลงมือสร้างเขื่อนกันในปี 1975 ซึ่งส่งผลให้มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมต้องอพยพผู้คน เมืองต่างๆ บริเวณนั้นได้รับผลกระทบต้องมีมาตรการมาจัดการกับปัญหาและต้องมีการจ่ายเงินชดเชยกันด้วย ทุกวันนี้ เขื่อนอิไตปู้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญ และยังใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวด้วย เพราะเปิดให้เข้าชม เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่คนที่ไปเที่ยวชมน้ำตกอีกัวซู

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s