ภูเขาไฟ โคคา โคเคน

เคยไหม? หายใจไม่ออก

ไม่ได้หมายถึงตอนไม่สบายคัดจมูกแล้วหายใจไม่สะดวก แต่หมายถึง การที่ร่างกายแข็งแรงดี หายใจได้ปกติ แล้วอยู่ๆ ร่างกายหายใจเข้า แต่กลับรู้สึกว่าไม่มีอากาศเข้าปอดซะงั้น
นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ลานจอดรถที่ความสูง 4,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ตีนภูเขาไฟ Cotopaxi ประเทศเอกวาดอร์

Cotopaxi (ออกเสียงแบบท้องถิ่นว่า โกโตปั๊กสิ ส่วนบทความภาษาไทยเขียนว่าชื่อ โคโตแปกซี) เป็นภูเขาไฟในแนวเทือกเขาแอนดิส ในจังหวัด Cotopaxi ห่างจากกีโต้ (Quito) เมืองหลวงของเอกวาดอร์ไปทางใต้ 50 กิโลเมตร สูง 5,897 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นภูเขาไฟที่สูงเป็นอันดับสองของเอกวาดอร์ รองจาก Chimborazo แต่ถ้านับเฉพาะภูเขาไฟที่ยังมีพลัง (active volcano) Cotopaxi สูงที่สุดในประเทศ และสูงเป็นอันดับสองในโลก รองจาก Ojos del Salado ที่ชายแดนชิลี/อาร์เจนตินา ระเบิดใหญ่ครั้งสุดท้ายไปเมื่อ ค.ศ. 1877

ข้อมูลในเว็บ vcharkarn.com บอกว่า ภูเขาไฟที่ยังมีพลัง (active volcano) คือภูเขาไฟที่ยังคงมีการประทุอยู่ ต่างจากภูเขาไฟสงบ (dormant volcano) ที่เคยประทุในอดีตปัจจุบันจะไม่มีการประทุอีก และ ภูเขาไฟดับสนิท (extinct volcano) ที่ไม่มีการประทุมาตั้งแต่ในอดีต … (ถ้าไม่เคยประทุ ทำไมจัดให้เป็นภูเขาไฟล่ะ ทำไมไม่เป็นภูเขาธรรมดา?…)

เมื่อปี 2012 (2555) สมัยอยู่อาร์เจนตินา ได้ไปเอกวาดอร์แบบไปไวมาไว คุ้นๆ ว่า มีโปรตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักก็ตัดสินใจไป เพราะอยากไปตรงเส้นศูนย์สูตร (Equator หรือ Ecuador) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกีโต้ พอไปถึงเห็นชื่อ Cotopaxi ซ้ำๆ เลยได้รู้ว่าเป็นภูเขาไฟ มีหลายบริษัทจัดนำเที่ยว ลองเข้าไปคุยที่บริษัทได้ข้อมูลว่ามีทัวร์ไปเช้าเย็นกลับ นั่งรถตู้ขึ้นไป ขากลับเลือกได้ว่าจะมีช่วงให้ปั่นจักรยานลงมา หรือนั่งรถตู้กลับลงมาตลอดทางก็ได้ ไม่โหด ไม่ยาก นี่คือข้อมูลที่คุณพนักงานบอก … มารู้ทีหลังว่า ให้ข้อมูลไม่หมดนี่หว่า ฟังเค้าเล่านึกภาพนั่งรถตู้ขึ้นเขาไปชิลๆ ดูวิวสองข้างทาง ขึ้นไปถึงลานจอดรถเดินเขาปีนเขาต่ออีกหน่อยก็ถึงยอดภูเขาไฟ อากาศดีไม่หนาว ไม่ต้องห่วง พอไปเจอของจริงเลยรู้ว่าพี่เน้นขายทัวร์อย่างเดียวนี่นา จำได้ว่า ถามเค้าซ้ำหลายครั้งว่าโหดไม๊ โดยเฉพาะเรื่องความสูง เรื่องอากาศ เพราะรู้ตัวว่าเรามาจากบัวโนสไอเรส เมืองระดับน้ำทะเล แค่ที่กีโต้ ซึ่งสูง (แค่) เกือบๆ 3 พันเมตรก็รู้สึกแล้วว่าหายใจได้ไม่เต็มที่ ไม่อยากจะไปทำอะไรที่โหดร้ายกับร่างกายมากเกินไป

กว่าจะรู้ตัวว่า สิ่งที่จะเจอวันนั้นไม่ใช่กล้วยๆ ก็ช้าไปแล้ว ไปรู้ตัวเอาตอนที่นั่งรถตู้มุ่งหน้าขึ้นเขา เพราะไกด์อธิบายเรื่องความสูง เรื่องการเตรียมตัวก่อนขึ้นเขา เรื่องการป้องกัน altitude sickness (โรคจากขึ้นที่สูง) ไกด์บอกให้ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยเรื่องการไหลเวียนของเลือด จะได้มีออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และให้กินชอคโกแลตเยอะๆ เพราะให้พลังงาน และช่วยเรื่องการไหลเวียนของเลือดช่วยเรื่องการหายใจ (แต่จำสรรพคุณไม่ได้แล้ว) ไกด์หยุดแวะกลางทางให้ซื้อขนมขบเคี้ยวเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนที่จะมุ่งหน้าขึ้นสู่ความสูง 5 พันกว่าเมตร และที่สำคัญคือให้ร่างกายได้ค่อยๆ ปรับตัว ร้านขายของนั้นน่าจะสูงสัก 3 พันเมตร แต่ก็เริ่มมีอาการโคลงๆ เหมือนเมารถเมาเรืออยู่พอสมควร

เมื่อขึ้นไปถึงลานจอดรถที่ 4,600 เมตร ลงจากรถมายืนสังเกตอาการตัวเองว่าไหวไม๊ เพราะจะต้องเดินขึ้นไปต่ออีก ตั้งใจว่า จะลองเดินขึ้นไปก่อน ถ้าไม่ไหวก็จะกลับมารออยู่ที่รถ เมื่อเริ่มเดินตามไกด์ ก็เกิดเหตุการณ์ที่จำได้แม่นมาจนถึงวันนี้ จากจุดที่ลงรถหายใจได้ตามปกติ เดินขึ้นทางลาดไปไม่น่าจะถึงสิบก้าว ก็หายใจไม่ออก! การที่หายใจเข้าแต่ไม่มีอากาศเข้าไปในปอดมันน่ากลัวแบบนี้นี่เอง เลยตัดสินใจบอกไกด์ว่าไม่ไปด้วย ขอนั่งรออยู่ในรถ
พอเพื่อนร่วมทัวร์กลับลงมา รู้สึกว่าเราตัดสินใจถูกแล้ว เพราะนอกจากเรื่องความสูงแล้ว ยังขึ้นไปเจอหิมะด้วย ตอนนั้น อยากจะกลับไปบอกบริษัททัวร์บอกพนักงานคนนั้นว่า คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะ คุณมุ่งจะขายทัวร์แต่ไม่ให้ข้อมูลกับลูกค้าแบบนี้ไม่ได้ เพราะนี่มันคือเรื่องของความปลอดภัยของลูกค้าเลยนะคุณ

เรื่องความสูงเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวมากเมื่อเดินทางในอเมริกาใต้ เพราะหลายประเทศตั้งอยู่ในเทือกเขาแอนดิส ความสูงไม่ต่ำกว่า 2 พันเมตรกันทั้งนั้น เรามาจากไทย กรุงเทพสูงระดับน้ำทะเล บัวโนสไอเรสก็สูงระดับน้ำทะเล เมื่อไปเจอหลักหลายพันเมตรก็ย่อมจะได้สัมผัสกับโรคจากขึ้นที่สูง (Altitude sickness, Altitude illness, Mountain sickness) เป็นธรรมดา

โรคจากขึ้นที่สูงนี้ มักเกิดได้ที่ความสูงตั้งแต่ 2,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล ถ้าถึง 8,000 เมตร เขาเรียกว่า death zone โซนแห่งความตายกันเลยทีเดียว (เอเวอเรสต์สูง 8,848 เมตร) เกิดได้กับทุกเพศวัย แม้จะสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็ตาม หลักๆ คือ ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เพราะในที่สูงออกซิเจนเจือจาง และความดันอากาศต่ำลงทำให้ความดันออกซิเจนในเลือดต่ำลงด้วย หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด ภาวะต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า Acute Mountain Sickness (AMS) ซึ่งมักจะกลับเป็นปกติได้ภายใน 2-3 วัน แต่ถ้าร่างกายปรับตัวไม่ได้ หรือยังขาดออกซิเจนอยู่ต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดเลือดคั่ง มือเท้าบวม น้ำคั่งในเนื้อเยื่อปอด สมองบวมน้ำอะไรกันไปนู่นเลย อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ ฉะนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

จำได้ว่าที่เอกวาดอร์ หรือประเทศอื่นๆ ไม่ค่อยมีโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไรมากนักเรื่องโรคจากขึ้นที่สูง จะมีเยอะก็ที่เปรู (และเข้าใจว่าโบลิเวียก็เช่นกัน – แต่ยังไม่ได้ไปด้วยตัวเอง จึงยังไม่ได้เห็นกับตา) ที่เปรู เมื่อลงเครื่องบินที่กุสโก (Cuzco) เห็นป้ายใหญ่ยักษ์โฆษณาออกซิเจนกระป๋องที่สนามบิน ภายในอาคารสนามบินเห็นมุมรักษาพยาบาล โดยสิ่งที่วางอยู่คือ ถังออกซิเจนพร้อมหน้ากากช่วยหายใจ นัยว่าใครลงเครื่องบินมาแล้วเกิดอาการวิงเวียนหายใจติดขัดก็ขอเชิญมาหายใจเอาออกซิเจนกันได้ตามอัธยาศัย เป็นการต้อนรับที่แอบจะน่ากลัวอยู่เหมือนกัน แต่ต้องถือว่าได้ผล เพราะสร้างความตะหนักรู้เรื่องความสูง และความเสี่ยงให้นักท่องเที่ยวได้ดี

ตอนนั้น ท่องไว้ว่ามียา Sorojchi ซึ่งขึ้นชื่อว่าป้องกันและบรรเทาอาการโรคจากขึ้นที่สูงได้ดี จำได้ว่าซื้อมากินด้วย แต่ก็ยังมีอาการวิงเวียน เหนื่อยง่าย หายใจลำบากอยู่ดี ครั้งหนึ่งวืด เพราะด้วยความที่เป็นคนเดินเร็ว ไปอยู่ที่กุสโกก็ไม่ทิ้งความเคยชิน เดินๆ อยู่ก็รู้สึกหน้ามืด ต้องหยุดเดิน ระหว่างที่พยายามหายใจเอาออกซิเจนอยู่นั้น ก็มองไปเห็นกลุ่มเด็กๆ เล่นฟุตบอลกันอยู่ ทั้งวิ่ง ทั้งเตะบอล ทั้งตะโกนโหวกเหวก น้องๆ ไม่เหนื่อยเลย ในขณะที่เรากำลังสู้กับการขาดอากาศอยู่

ยา Sorojchi ถูกคิดค้นขึ้นโดยนาย Raúl Crespo Palza เภสัชกรชาวโบลิเวียในช่วงปี 1950 ชื่อแปลงมาจากคำว่า Soroche ซึ่งเป็นคำเรียกโรคจากขึ้นที่สูงที่ใช้ในเปรูและเอกวาดอร์ ส่วนประกอบหลักคือ acetylsalicylic acid (ASA) ซึ่งพอหาข้อมูล พบว่ามันคือแอสไพรินดีๆ นี่เอง จัดเป็นตัวยากลุ่มลดไข้บรรเทาปวด และช่วยป้องกันเลือดแข็งตัว นอกจากนี้ มีส่วนผสมของคาเฟอีนด้วย

ถ้าจะพูดถึง “ยา” จริงๆ จะมียี่ห้อ Diamox ซึ่งใช้สาร Acetazolamide เด็กสายศิลป์-ภาษา พยายามทำความเข้าใจกับเรื่องเคมี พอจะสรุปได้ว่า ยานี้ไปทำให้ไตขับไบคาร์บอเนตออกมาทางปัสสาวะมากกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้เลือดมีสภาพเป็นกรด ซึ่งสำหรับร่างกายเนี่ย ถ้าเลือดมีสภาพเป็นกรดแปลว่ามีคาร์บอนไดออกไซด์สูง ฉะนั้นก็จะต้องรีบขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาโดยการหายใจเร็วขึ้น และลึกขึ้น ซึ่งการหายใจก็จะช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือดด้วยนะคะนักเรียน …. ปริมาณการใช้ Acetazolamida ปกติคือ 250 มิลิกรัม/ 12 ชั่วโมง และต้องใช้อย่างระมัดระวังเพราะมีผลข้างเคียงอยู่พอสมควร ตั้งแต่ปวดศีรษะ วิงเวียน มือเท้าชา เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อย นอนหลับยาก ความสามารถในการมองเห็นเปลี่ยน และอาจจะไปถึงขั้นแน่นหน้าอก หายใจขัด บวมบริเวณตา มือ และข้อเท้า นอกจากนี้ ก็ไม่ได้รับประกันว่าใช้ยานี้แล้วจะไม่เป็นโรคจากขึ้นที่สูงแน่นอน ก็ยังควรจะค่อยๆ ขึ้นที่สูงอย่างช้าๆ ดื่มน้ำให้มาก และพักผ่อนร่างกายอยู่ดี

สำหรับคนที่ไม่อยากพึ่งพาสารเคมี สามารถลองวิธีธรรมชาติ นั่นคือการเคี้ยวใบโคคา หรือดื่มชาที่ชงจากใบโคคา ใช่แล้ว… โคคาที่ถ้าผ่านกรรมวิธีก็จะกลายมาเป็นโคเคนนั่นแล

โคคาเป็นต้นไม้แถบเทือกเขาแอนดิส (ตะวันตกของอเมริกาใต้) เป็นพืชเศรษฐกิจของโบลิเวีย โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู รวมไปถึงทางตอนเหนือของอาร์เจนตินา และพบการปลูกทางใต้ของเม็กซิโกด้วย หลักๆ มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งเติบโตได้ดีในสภาพอากาศต่างๆ ทั้งร้อนชื้น ทั้งแห้ง และมีสายพันธุ์พิเศษที่เรียกว่า supercoca เป็นสายพันธุ์ที่ฆ่าไม่ตาย ทนทานต่อยาฆ่าพืช ซึ่งยังตอบแน่ๆ ไม่ได้ว่า เกิดจากการผสมกันไปมาของแต่ละสายพันธุ์ตามธรรมชาติ หรือว่าถูกปรับแต่งพันธุกรรม (นึกถึงเมล็ดถั่วเหลืองของ Monsanto ที่ถูกปรับแต่งทางพันธุกรรมให้ทนต่อยาฆ่าหญ้า) หากนับปริมาณต้นโคคาบนโลกนี้ มากกว่าร้อยละ 98 ปลูกอยู่ที่โคลอมเบีย เปรู และโบลิเวีย จะใช้ใบโคคาจากต้นที่อายุ 1 ปีครึ่งไปจนถึง 40 ปี ในแต่ละปี เก็บเกี่ยวได้ 3 รอบ คือมีนาคมหลังหน้าฝน มิถุนายน และตุลาคมหรือพฤศจิกายน เก็บแล้วก็เอาใบมาตากให้แห้ง ถามว่า เคี้ยวใบโคคาหรือดื่มชาใบโคคาจะเหมือนเสพโคเคนหรือไม่? ไม่เหมือนนะจ๊ะ เพราะในใบโคคามีสารที่จะสกัดเป็นโคเคนในปริมาณที่น้อออออยมาก ฉะนั้นการเคี้ยวใบโคคา หรือดื่มชาใบโคคาจะไม่มีผลต่อร่างกายเหมือนการเสพโคเคน ฉะนั้นไม่ต้องกลัว … เอ๊ะ หรือ ไม่ต้องแอบดีใจว่าจะได้ลองเสพโคเคนแบบไม่ผิดกฎหมาย …

น้ำชาจากใบโคคามีสีเขียวเหลืองๆ รสขมจางๆ คล้ายชาเขียว แต่มีรสหวานตามธรรมชาติมากกว่าชาเขียว
เขาเคี้ยวใบโคคากันยังไง ง่ายๆ เลย อมไว้ในปาก พอเริ่มชุ่มน้ำลายก็เคี้ยว บ้างก็ผสมกับผงถ่านของต้นคินัว หรือเปลือกต้นไม้บางชนิด บ้างก็ผสมมะนาว หรือแม้แต่ baking soda ทั้งเพื่อรสชาติ และช่วยให้ใบโคคาปล่อยสารออกมาได้มากขึ้น คนพื้นเมืองเขานิยมอมใบโคคาไว้ที่แก้มทั้งสองข้าง แล้วค่อยๆ เคี้ยว ฉะนั้น ถ้าเห็นคนพื้นเมืองแก้มตุ่ยๆ เดาได้เลยว่า อมใบโคคาไว้ที่กระพุ้งแก้ม เมื่อเคี้ยวใบโคคา จะรู้สึกชาในปาก ผลที่ได้คือทำให้ไม่หิว ไม่กระหาย ไม่เจ็บปวด ไม่เหนื่อย แก้ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดไขข้อ หรือเวลามีเเผล ในอดีตคนพื้นเมืองเขาใช้เป็นเหมือนยาชาเวลาคลอดลูก รวมถึงเวลากระดูกหักด้วยนะ นอกจากนี้ ยังเอาไว้ใช้ช่วยหยุดเลือด เคยใช้รักษามาลาเรีย หอบหืด ปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร อาการท้องร่วง แถมยังกระตุ้นเรื่องเพศ และช่วยให้ชีวิตยืนยาว ใบโคคามีแคลเซียม โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน บี1 บี2 ซี และอี และยังมีสารอาหารเช่น โปรตีน และไฟเบอร์ นอกจากนี้ คนพื้นเมืองยังใช้ใบโคคาในพิธีกรรมต่างๆ ตั้งแต่ก่อนยุคอินคาจวบจนถึงปัจจุบัน ทั้งเป็นเครื่องสักการะให้เทพต่างๆ ทั้งเทพภูเขา ทั้งบูชาพระอาทิตย์ ใช้เคี้ยวก่อนสวดมนต์ ก่อนทำพิธี ทำสมาธิ และยังเอามาดูดวงทำนายด้วย

ทางโบราณคดีเคยพบเศษใบโคคาในมัมมี่ที่อายุ 3,000 ปี (อเมริกาใต้ก็มีมัมมี่นะ) มีหลักฐานการเคี้ยวใบโคคาผสมกับมะนาวมาเนิ่นนานหลายพันปี มีหลักฐานการใช้ใบโคคาในวัฒนธรรมต่างๆ พบรูปปั้นคนแก้มตุ่ย (เพราะเคี้ยวใบโคคา) การบริโภคใบโคคาแพร่หลายในบริเวณเทือกเขาแอนดิส แต่พอเข้ายุคอินคา เริ่มมีความเชื่อว่าใบโคคาเกี่ยวโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ รัฐผูกขาดการปลูกต้นโคคา และคนที่จะได้บริโภคก็มีแค่พวกชนชั้นสูง พอพ้นยุคอินคาใบโคคาเริ่มกลับมาแพร่หลายอีกครั้ง และเริ่มแพร่เข้าไปในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 ก่อนจะมาเป็นที่นิยมในช่วงศตวรรษที่ 19 ส่วนโคเคนนั้น เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1859 โดยการค้นพบของนาย Albert Niemann เภสัชกรและนักเคมีชาวเยอรมัน จากมหาวิทยาลัย Gottingen ตอนนั้นเชื่อว่าโคเคนมีผลดีต่อสุขภาพ เป็นที่นิยมมาก มีการผลิตอะไรต่างๆ ที่มีส่วนผสมของโคเคน ในช่วงนั้นชวา (ซึ่งอยู่ใต้การปกครองของฮอลแลนด์) เป็นผู้ส่งออกใบโคคารายสำคัญ ส่งกันมากถึง 1 ล้านกิโลกรัม โดยส่งไปฮอลแลนด์เพื่อผลิตโคเคน ยุคนั้นชวาส่งออกใบโคคาได้มากกว่าเปรูเสียอีก แต่ต่อมาเมื่อพบว่าโคเคนทำให้เสพติด ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ประเทศต่างๆ นอกทวีปอเมริกาจึงเริ่มออกกฎหมายห้ามโคเคน

โคคาเริ่มถูกห้ามใช้เพื่อการอื่นนอกจากการแพทย์และวิทยาศาสตร์ครั้งแรกใน Single Convention on Narcotic Drugs ปี 1961 ของสหประชาชาติ ซึ่งนอกจากจะบอกให้ประเทศสมาชิกต้องทำลายต้นโคคาทั้งที่เกิดตามธรรมชาติ และที่ปลูกโดยผิดกฎหมายแล้ว ยังบอกด้วยว่าการเคี้ยวใบโคคาจะต้องถูกกวาดล้างให้หมดไปภายใน 25 ปี นับจากที่ Convention นี้มีผลบังคับใช้ (มีผลบังคับใช้เมื่อปี 1975) ประเทศที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในการใช้ใบโคคา ไม่ว่าจะทางศาสนา หรือทางการแพทย์ก็ร่วมกันคัดค้าน หรือเสนอให้มีการเพิ่มข้อความในสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่างๆ ว่า กฎระเบียบต่างๆ จะต้องเคารพในประวัติศาสตร์ วิถี และวัฒนธรรมการใช้ใบโคคามาตั้งแต่อดีตของประเทศเหล่านี้ด้วย

ในช่วง 30 กว่าปีมานี้ ประเทศผู้ผลิตใบโคคาจะถูกแรงกดดันทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ ให้ควบคุมการปลูก เพื่อลดปริมาณโคเคนในตลาดโลกเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดนำเข้าโคเคนที่สำคัญของโลก อยากเห็นภาพและได้ความรู้พร้อมความบันเทิง ขอเเนะนำให้ดูเรื่อง Narcos ใน Netflix ซึ่งพูดถึงชีวิตของ Pablo Emilio Escobar Gaviria เจ้าพ่อโคเคนชาวโคลอมเบีย ในเรื่องบอกว่า ยุคแรกๆ ที่ส่งโคเคนเข้าสหรัฐฯ ไปง่ายๆ ให้คนหิ้วเข้าประเทศทางเครื่องบิน ได้เที่ยวละ 5 กิโลกรัม แต่พอติดตลาดแล้ว คนต้องการซื้อมากขึ้น ต้องคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการขนส่งโคเคนทางเครื่องบินถือเป็นการปฏิวัติวงการยาเสพติดโลกเลยว่างั้น ทุกวันนี้ นอกเหนือจากประเทศในอเมริกาใต้แล้ว ใบโคคามักถูกจัดให้ผิดกฎหมายเช่นเดียวกับโคเคน

ถ้าจะว่าไปแล้ว ทุกวันนี้ การถกเถียงอภิปรายเรื่องโคคา โคเคนก็ยังไม่จบ ฝั่งที่สนับสนุนบอกว่า นี่เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมเป็นอยู่แบบนี้กันมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์บรรพบุรุษ และในทุกวันนี้ก็เป็นพืชเศรษฐกิจ มีเกษตรกรที่หาเลี้ยงชีพจากการปลูกต้นโคคา ขายใบโคคา ถ้ากวาดล้างกันให้หมดไป กลุ่มคนพวกนี้จะทำอะไรกิน ที่สำคัญต้องแยกแยะสิว่า “la coca no es cocaína” “โคคาไม่ใช่โคเคน” ตามสโลแกนของนายเอโว โมราเลส (Evo Morales) ประธานาธิบดีโบลิเวียซึ่งเป็นกระบอกเสียงสำคัญ เพราะตัวเองก็เป็นเจ้าของไร่ปลูกโคคา และเคยเป็นผู้นำสหภาพผู้ปลูกโคคาด้วย นอกจากโบลิเวียแล้ว ก็มีเปรู และเวเนซูเอลาที่มีบทบาทแข็งขันในการส่งเสริมการปลูก การใช้ และการขยายตลาดที่ถูกกฎหมายของใบโคคา ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านก็บอกว่า คุณบอกว่า ทุกวันนี้ปลูกต้นโคคาเพื่อเก็บใบโคคา ไม่ได้จะเอาไปทำโคเคนน่ะมันฟังไม่ขึ้น เพราะปริมาณต้นโคคาที่ปลูกกันอยู่ในปัจจุบันมันให้ผลผลิตใบโคคาที่มากเกินกว่าความต้องการใบโคคาในตลาดโลก ใบโคคาส่วนที่เหลือจะไปไหนเสีย ถ้าไม่ใช่เข้าห้องแลปโรงงานผลิตโคเคน

ไม่รู้ล่ะว่าใบโคคาจะไปทางไหนต่อ ขอแอบเชียร์ให้ไม่ผิดกฎหมาย เพราะมันคือใบไม้ ไม่มีผลทำให้เสพติด ตัวที่ต้องกวาดล้างต้องห้ามคือโคเคน และระหว่างนี้ หากมีโอกาสได้กลับไปแถวเทือกเขาแอนดิสอีก ก็จะดื่มชาใบโคคา และเคี้ยวใบโคคาเพื่อป้องกันโรคจากขึ้นที่สูงต่อไป

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s