Potlatch ปาร์ตี้อินเดียนสไตล์

ตอนหาข้อมูลเรื่องเสาโทเท่ม ได้เจอกับคำว่า potlatch เป็นครั้งแรก ลองอ่านข้อมูลสรุปสั้นๆ ได้ว่า เป็นงานเลี้ยงเฉลิมฉลองของคนพื้นเมืองดั้งเดิมโซนเดียวกับที่ทำเสาโทเท่ม (ตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ) แต่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะ 6 เผ่าที่ทำเสาโทเท่มเท่านั้น เป็นงานฉลองในโอกาสสำคัญต่างๆ เจ้าของงานจะแสดงฐานะ และสถานะ ของตัวและครอบครัวผ่านการแจกของให้กับคนที่มาร่วมงาน ยิ่งแจกมาก ก็ยิ่งแสดงว่ารวยและมีสถานะที่สำคัญในสังคม แต่ที่เด็ดและน่าสนใจคือว่า การแสดงฐานะที่ว่า นอกจากจะด้วยการแจกของแล้ว ยังทำได้ด้วยการ ”ทำลาย” ของด้วย…

ก่อนอื่น ทำความเข้าใจเรื่องคำศัพท์ก่อนดีกว่า ตลอดเรื่องเสาโทเท่ม ใช้คำว่า “คนพื้นเมืองดั้งเดิม” เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะแปล First Nations ว่าอะไรดี ตอนนี้รู้แล้วว่า น่าจะแปลว่า อินเดียน – อินเดียนแบบอินเดียนแดง ไม่ใช่อินเดียนจากอินเดียนะจ๊ะนายจ๋า — ไปเจอข้อมูลจากเวปไซต์ของ Indigenous and Northern Affairs Canada (INAC) แปลประมาณกระทรวงคนพื้นเมืองและกิจการพื้นที่ทางเหนือของแคนาดา บอกว่า คนพื้นเมืองดั้งเดิมของแคนาดาที่ได้รับการยอมรับสถานะอย่างเป็นทางการ แบ่งได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ First Nations (อินเดียน), Inuit (อยู่แถวขั้วโลกเหนือ “เอสกิโม” ที่คนไทยคุ้นชื่อก็อยู่ในกลุ่มนี้) และ Métis (พวกลูกผสมระหว่างอินเดียนกับคนยุโรปที่มาตั้งถิ่นฐานในแคนาดายุคแรกๆ) ฉะนั้น จากนี้ หากพูดถึงอินเดียน จะหมายถึง First Nations นะจ๊ะ

กลับมาเรื่อง potlatch
คำว่า potlatch มาจากภาษา Nootka (บางที่ก็ว่าภาษา Chinook) แปลว่า “ของขวัญ” หรือ “การให้” งาน potlatch เป็นงานเลี้ยงเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญต่างๆ ตั้งแต่การเกิด การแต่งงาน การขึ้นบ้านใหม่ งานศพ การตั้งเสาโทเท่ม โดยไฮไลท์ของงาน คือ การแจก “ของขวัญ” ให้คนที่มาร่วมงาน ซึ่งมีทั้งคนในเผ่าตัวเองและคนจากเผ่าอื่น ครอบครัวอื่น หมู่บ้านอื่นด้วย ของที่แจกมีตั้งแต่หนังสัตว์ อาหารแห้ง จานชาม เรือแคนู ไม้แกะสลัก อาวุธ ผ้าห่ม Chilkat (ผ้าห่มถักจากขนแพะภูเขา ต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะทำได้ซักผืน เป็นของที่มีค่ามาก) ผ้าห่ม Hudson Bay (ผ้าห่มขนแกะจากยุโรปซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่คนอินเดียน) เครื่องประดับ เป็นต้น นอกจากนี้ potlatch ยังเป็นโอกาสในการส่งมอบ/ ส่งต่อสถานะทางสังคมด้วย เช่น หัวหน้าเผ่าส่งมอบอำนาจให้ลูก รวมถึงการส่งมอบสิทธิต่างๆ เช่น สิทธิในการล่าสัตว์ สิทธิในการตกปลา สิทธิในการเก็บผลเบอร์รี่ในพื้นที่ที่กำหนด โดยคนที่เข้าร่วมงานก็เป็นเหมือนพยานรับรู้รับทราบการส่งมอบดังกล่าว

งาน potlatch ประกอบด้วยการเลี้ยงอาหาร การร้องเพลง การเต้นรำ บางงานใช้เวลาเตรียมงานกันเป็นปีๆ — จริงๆ ก็คือใช้เวลาในการสะสมข้าวของที่จะเอามาแจกในงานนั่นแหละ – ตอนจัดงาน บางงานก็ 2-3 วันแต่บางงานยาวนานเป็น 3 อาทิตย์ การแจกของภายในงานก็มีการจัดลำดับ เริ่มด้วยหัวหน้าเผ่าที่ได้รับเชิญมาร่วมงาน ตามด้วยผู้สูงอายุ นักร้องนักแสดง และค่อยแจกให้แขกร่วมงานทั่วไป

นักวิชาการวิเคราะห์ว่า งาน potlatch สะท้อนให้เห็นความคิดในการบริหารจัดการชุมชนซึ่งตั้งอยู่บนความรับผิดชอบต่อชุมชนและแนวคิดประชาธิปไตย (ว่าไปนั่นเลยนะ) เขาว่า การแจกของเนี่ยเป็นวิถีที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมทางสังคมและเป็นการแสดงความชอบธรรมของหัวหน้าเผ่าด้วย เพราะหัวหน้าเผ่าเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สมบัติของเผ่า แต่ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สมบัตินั้น การแจกของเป็นหลักประกันอันหนึ่งว่า หัวหน้าเผ่าไม่ใช้ตำแหน่งมาสั่งสมทรัพย์สมบัติและผลประโยชน์ใดๆ เป็นการส่วนตัว ช่วยป้องกันการคอรัปชั่น ช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าเผ่า ซึ่งความเชื่อมั่นของผู้ใต้ปกครองนี้จะช่วยส่งให้ผู้ปกครองมีอำนาจต่อไป … จากงานปาร์ตี้ธรรมดาของคนอินเดียนเริ่มจะเป็นเรื่องวิชาการหลักการเมืองการปกครองและการบริหารประเทศแล้วนะเนี่ย ไม่ธรรมดาซะแล้ว …

Dorothy Johansen นักประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือเคยอธิบายไว้ว่า potlatch เป็นโอกาสที่เจ้าของงานครั้งนี้จะเกทับท้าทายหัวหน้าเผ่าอื่นๆ ให้จัด potlatch และแจกจ่าย รวมทั้งทำลายข้าวของให้เยอะขึ้นในงานครั้งหน้า ถ้าหัวหน้าเผ่าอื่นๆ ไม่ “เกทับกลับ” ด้วยการแจกหรือทำลายข้าวของให้เยอะขึ้น หัวหน้าเผ่าและเผ่านั้นๆ ก็จะเสียหน้าและเสียอำนาจลง ฉะนั้น potlatch เป็นเหมือนการควบคุมสถานะความสัมพันธ์ระหว่างเผ่า ระหว่างหมู่บ้านด้วย ใครเจ๋งกว่ากัน ไม่ได้วัดกันที่ทรัพย์สินสมบัติที่มี แต่อยู่ที่ว่าใครแจกจ่ายทรัพย์สินสมบัติมากกว่ากันต่างหาก

ความคิดของ potlatch เป็นแนวความคิดที่คนยุโรปที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในแคนาดาไม่เข้าใจ แม้แต่ยุคนี้สมัยนี้ คนที่ไม่ใช่คนอินเดียนก็อาจจะไม่เข้าใจอยู่เหมือนเดิม เพราะมันขัดแย้งกับเศรษฐกิจแบบตลาด (market economy) ที่เราคุ้นเคย ทุกวันนี้เราถูกสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีค่ามีราคา การจะเสียสิ่งหนึ่งไปก็ต้องแลกกับการได้อะไรมาในค่าในราคาที่เท่าๆ กัน นั่นก็คือการซื้อขายด้วยเงิน หรือการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันด้วยของ เช่น ข้าวแลก… แลกอะไรดี แลกน้ำตาล แลกเครื่องยนต์อะไรก็ว่ากันไปเนอะ แต่ potlatch ตั้งอยู่บนแนวคิดเศรษฐกิจแห่งการให้ (gift economy) คือ ไม่มีการซื้อขาย ไม่มีข้อตกลงชัดเจนของการแลกเปลี่ยนกัน (เจอคำนี้ในบทความ “Gift Economy ในระบบตลาดเสรี” ของวรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์)
เศรษฐกิจแห่งการให้เนี่ย ไม่ได้มีเฉพาะ potlatch ของคนอินเดียนแต่พบได้ในพวกเมารี รวมถึงชนเผ่าในปาปัวนิวกินีด้วย หรือแม้แต่การทำบุญแบบไม่หวังผลตอบแทนของชาวพุทธก็เข้าข่ายนี้เช่นกัน

Agnes Alfred นักเขียนคนอินเดียนบอกไว้ว่า “When one´s heart is glad, he gives away gifts” คนที่หัวใจมีความสุข เขาจะแจกของขวัญ โดย potlatch เนี่ยเป็นวิธีที่คนอินเดียนใช้แสดงความสุข นอกจากนั้น อ่านเจอว่า มันเป็นการพึ่งพาอาศัยกันด้วย เผ่าที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ เพาะปลูก ล่าสัตว์ไม่ได้ เกิดขาดแคลนอาหารก็ได้รับแจกอาหารและข้าวของเพื่อดำรงชีพจากเผ่าอื่นที่ทำมาหากินได้

วิถีชีวิตนี้ดำเนินไปจนถึงปี 1884 ทางการแคนาดาออกกฎหมายที่รู้จักกันในชื่อ Indian Act มาควบคุมมิติต่างๆ ของชีวิตคนอินเดียน ซึ่งรวมถึงการห้ามจัดงาน potlatch ด้วย ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากพวกมิชชันนารีและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มองว่า งาน potlatch เป็นประเพณีที่ “แย่ยิ่งกว่าไร้ประโยชน์” (worse than useless) ไม่เกิดประโยชน์ ตรงข้ามกับการสะสมทรัพย์สินซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชนที่เจริญแล้ว และยังเสียของด้วย เพราะการทำลายข้าวของโชว์ภายในงานเพื่อแสดงฐานะ นอกจากนั้น งาน potlatch ยังถูกมองว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญสำหรับการกลืนวัฒนธรรมของพวกคนอินเดียน ฉะนั้น การจะทำให้คนอินเดียนกลายมาเป็นคริสตศาสนิกชนที่ดี และเป็นชนที่มีอารยธรรม ต้องสั่งห้ามการจัด potlatch เสีย กฎหมายระบุไว้ว่า คนอินเดียน หรือคนอื่นใดที่ัจัด หรือเข้าร่วมในงาน potlatch มีความผิด โทษคือการจำคุกระหว่าง 2-6 เดือน นอกจากนี้ คนอินเดียน หรือคนอื่นใดที่ส่งเสริมหรือสนับสนุน จะโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้มีการจัดงานดังกล่าวขึ้น ก็มีความผิดและต้องรับโทษอย่างเดียวกัน

ในปี 1886 หัวหน้าเผ่า O´waxalagalis, จาก Kwakwaka´wakw (Kwakiutl) เคยบอกกับ Franz Boas นักมานุษยวิทยาว่า ¨We will dance when our laws command us to dance and we will feast when our hearts desire to feast. Do we ask the white man, ´Do as the Indian does´? พวกเราจะเต้นรำเมื่อกฎของพวกเราสั่งให้เราเต้นรำ พวกเราจะเฉลิมฉลองเมื่อหัวใจของพวกเราปรารถนาที่จะเฉลิมฉลอง พวกเราบอกให้คนขาว “จงทำเหมือนคนอินเดียน” หรือ?
“It is a strict law that bids us to dance. It is a strict law that bids us to distribute our property among our friends and neighbours. It is a good law. Let the white man observe his law, we shall observe ours.” มันเป็นกฎที่เคร่งครัดที่สั่งให้พวกเราเต้นรำ มันเป็นกฎที่เคร่งครัดที่สั่งให้พวกเราแจกจ่ายทรัพย์สินสมบัติกับเพื่อนและเพื่อนบ้านของเรา มันเป็นกฎที่ดี ขอให้คนขาวปฏิบัติตามกฎของเขา พวกเราจะปฏิบัติตามกฎของพวกเรา
“And now, if you come to forbid us dance, be gone. If not, you will be welcome to us” และตอนนี้ ถ้าท่านมาเพื่อห้ามไม่ให้พวกเราเต้นรำ ขอจงไปซะ ถ้าไม่ พวกเรายินดีต้อนรับท่าน

หลังจากออกกฎหมายสั่งห้าม potlatch ได้ไม่นาน ทางการแคนาดาก็รู้ตัวว่า กฎหมายนั้นแทบจะไม่มีประโยชน์ เพราะไม่สามารถควบคุมตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างทั่วถึง ในปี 1888 หลังจากที่ประกาศใช้กฎหมาย Indian Act แค่ 4 ปี Franz Boas ก็ออกมาบอกว่า การสั่งห้าม potlatch เป็นมาตรการที่ล้มเหลว เพราะคนอินเดียนเขาก็ยังจัดงานอยู่ดี เพียงแต่แอบจัด หรือไปจัดในที่ไกลหูไกลตาเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิหนำซ้ำ บางทีเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ไม่เข้มงวดในการตรวจสอบจับกุม เพราะคิดเอาว่า ความนิยมของงานคงจะค่อยๆ ลดลงเมื่อคนอินเดียนรุ่นใหม่โตขึ้นมา แต่หารู้ไม่ว่า การที่กฎหมายสั่งห้ามนั้นยิ่งทำให้การจัด potlatch เป็นเหมือนสัญลักษณ์ในการขัดขืนอำนาจของรัฐ ส่งผลให้ได้รับความนิยมจากคนอินเดียนรุ่นใหม่ด้วย

ช่วงคริสต์มาสปี 1921 มีการลักลอบจัด potlatch โดย Daniel Cranmer เผ่า Kwakwaka´wakw จาก Alert Bay รัฐบริติชโคลัมเบีย ถือว่าเป็นงาน potlatch ที่ใหญ่ที่สุดงานนึง เพราะฉลองกันอยู่ 6 วัน แต่ท้ายที่สุดถูกจับได้ มีคนโดนจับไปเกือบ 50 คน กว่าครึ่งถูกจำคุก ที่เหลือรอลงอาญาหรือลดโทษแลกกับการยอมถูกยึดของที่แจกในงาน ข้อมูลบอกว่า ของถูกยึดไปเกือบพันชิ้น ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ของรัฐนำมาจัดแสดงโดยเก็บค่าเข้าชม จากนั้นของถูกขายกระจัดกระจายไปอยู่ในมือของนักสะสมบ้าง พิพิธภัณฑ์บ้าง ข้อมูลบอกว่า คนอินเดียนเจ็บปวดกันมากกับเหตุการณ์ครั้งนั้น ไม่ใช่เพราะถูกจับและเข้าคุก แต่เพราะของที่โดนยึดถูกนำมาจ้ดแสดง และถูกขนย้ายแบบไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมความเชื่อของเค้าว่า ของบางอย่างเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งปกติจะต้องเก็บไว้ในกล่องไม้ที่ปกปิดมิดชิด มีคำบอกเล่าของคนอินเดียนว่า ได้ไปที่ที่จัดแสดงสิ่งของ มีคนอินเดียนคนนึงหยิบของขึ้นมาแล้วบอกว่า “We have come to say goodbye to our life” เรามาบอกลาต่อชีวิตของพวกเรา จากนั้น คนที่อยู่ตรงนั้นร่วมกันร้องเพลงศักดิ์สิทธิของเค้า และร้องไห้ “as if someone had died” “เหมือนมีใครตาย”….

ต่อมา สังคมแคนาดายอมรับในบทบาทและการเสียสละของคนอินเดียนที่เข้าร่วมในกองทัพและร่วมรบในสงครามโลก และเริ่มมีการตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน เริ่มมองเห็นว่า คนอินเดียนถูกอำนาจรัฐริดรอนสิทธิต่างๆ จนสุดท้ายทางการแคนาดาได้ปรับแก้กฎหมาย Indian Act และยกเลิกการห้ามงาน potlatch ในปี 1951

เมื่อ potlatch กลับมาถูกกฎหมายอีกครั้ง คนอินเดียนก็เริ่มเจรจาขอรับสิ่งของที่ถูกยึดไปคืนจากแหล่งต่างๆ มีการตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อเจรจาการนี้โดยเฉพาะ ในที่สุดมีการส่งคืนของจากพิพิธภัณฑ์ในแคนาดา และมีการตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นที่ Alert Bay และ Cape Mudge, Quadra Island เพื่อเก็บรักษาสิ่งของที่ได้รับคืนมา

ปัจจุบัน ประเพณีและวัฒนธรรมของคนอินเดียนได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญแคนาดา และปีนี้เป็นปีที่แคนาดาฉลองครบรอบ 150 ปี แนวทางการจัดงานเฉลิมฉลองต่างๆ ของภาครัฐชัดเจนมากว่า จะเน้นการให้เกียรติและให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของคนพื้นเมืองดั้งเดิม

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s