เสาเล่าเรื่อง

เมื่อครั้งมาถึงแคนาดาใหม่ๆ ได้ออกไปสำรวจพื้นที่เพื่องาน ก็เป็นโอกาสให้ได้ออกไปรู้จักแคนาดาด้วย เพราะแต่ก่อนแต่ไรไม่เคยได้สนใจแคนาดา ความรู้เกี่ยวกับแคนาดา ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม เรียกได้ว่า แทบจะเป็นศูนย์ วันนั้นได้ไปดูสถานที่ที่ Totem Poles ที่ Stanley Park คุ้นๆ ว่า เคยได้ยินใครสักคนพูดสรุปสั้นๆ ว่าเสาโทเท่มเป็นงานของพวก First Nations (คนท้องถิ่นดั้งเดิมของแคนาดา ก่อนที่คนยุโรปจะเดินทางมาถึง) พอไปถึง ก็ได้เห็นเสาไม้ต้นสูงๆ แกะสลักสวยงาม ทาสีสดใส จัดวางอยู่ในส่วนหนึ่งของ Stanley Park และมีนักท่องเที่ยวเดินชม บ้างถ่ายรูป บ้างอ่านป้ายข้อมูล และพยายามพินิจพิเคราะห์เสาโทเท่มมองหารูปลายต่างๆ ตามคำอธิบายของป้าย เลือดคนชอบเที่ยวสูบฉีดอยู่ในตัว อยากเข้าไปอ่านป้าย อยากเข้าไปดูใกล้ๆ อยากใช้เวลาอยู่นานๆ แต่ทำได้แค่เดินเฉียดๆ และต้องรีบจากมา

p1010030
Enter a caption

เท่านั้นเลยจริงๆ การเจอกันครั้งแรกของเรา

หลังจากนั้น ได้กลับไปตรงนั้นอีกหลายครั้ง รวมถึงได้ไปเห็นเสาโทเท่มในที่อื่นๆ เริ่มสนใจว่ามันต้องมีอะไร มันต้องมีความสำคัญมากพอสมควร ไม่เช่นนั้น ไม่ขึ้นชื่อว่าเป็น the must สำหรับนักท่องเที่ยวหรอก

หาข้อมูลสิคะ จะรอช้าอยู่ใย

เสาโทเท่ม หรือ Totem poles เป็นงานเเกะสลักเสาไม้ซึ่งเป็นศิลปะของคนท้องถิ่นดั้งเดิมตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ ไล่กันมาตั้งแต่ทางใต้ของอลาสกา จนถึงแถวรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา และต่อไปจนถึงรัฐโอเรกอนของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

คำว่า Totem มาจากภาษา Ojibwe คำว่า Odoodem หรือบางที่ก็ว่า Dodaem แปลว่า “his kinship group” แปลว่าอะไรดีล่ะ? แปลว่า “กลุ่มเครือญาติ” ก็แล้วกัน ก็คือสัญลักษณ์ของกลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ตระกูล เผ่า หรือ ชุมชน โดยสัญลักษณ์ที่ว่าก็เป็นได้ทั้งสิ่งมีชีวิต สิ่งของ หรือสัญลักษณ์ต่างๆ ก็คงเหมือนเป็นโลโก้ของแต่ละครอบครัว แต่ละชุมชน คน Ojibwe เนี่ยบางทีก็รู้จักในชื่อ Ojibwa, Ojibway, Chippewa ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นดั้งเดิมของอเมริกาเหนือ อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา บริเวณวิสคอนซิน มินนิโซตา และแคนาดา ตั้งแต่ฝั่งออนแทริโอ ควิเบก มาจนถึงรัฐบริติชโคลัมเบีย … อาณาเขตกว้างใหญ่มากเลยนะเนี่ย อยู่ตั้งแต่ฝั่งขวายันฝั่งซ้ายของแคนาดาเลย

เสาโทเท่มมักทำมาจากต้นซีดาร์ซึ่งมีอยู่เยอะในแถบนี้ และเป็นไม้ที่ทนทาน ก่อนที่จะโค่นต้นไม้ จะมีการเลือกกันก่อนว่าจะใช้ต้นไหน บางกลุ่มบางเผ่าจะทำพิธีแสดงความเคารพและขอบคุณต้นไม้ด้วย หลายเผ่าเชื่อว่า ต้นไม้ก็เหมือนมนุษย์ มีบุคลิกลักษณะและความพิเศษเฉพาะตัว แต่ก่อนเครื่องมือเครื่องไม้ที่ใช้ในการแกะสลักเสาโทเท่ม เป็นพวกหิน เปลือกหอย แม้กระทั่งฟันของตัวบีเวอร์ แต่ต่อมา เมื่อคนยุโรปเข้ามาจึงเริ่มได้ใช้เครื่องมือแกะสลักที่ทำจากเหล็กและโลหะ แต่เดิมช่างที่แกะสลักเสาโทเท่มมีเฉพาะผู้ชาย ต่อมาจึงเริ่มมีผู้หญิงเข้ามาทำงานนี้ด้วย ช่างหลายคนเริ่มเรียนรู้งานนี้ตั้งแต่เป็นเด็กด้วยการสืบทอดกันมาในครอบครัว
พูดถึงกลุ่ม ถึงเผ่า ก็ไม่ใช่ว่าคนดั้งเดิมทุกเผ่าจะทำเสาโทเท่มนะ ในหมู่คนท้องถิ่นดั้งเดิมที่เยอะแยะหลากหลายมีอยู่แค่ 6 เผ่าที่ทำเสาโทเท่ม ประกอบด้วย Haida, Nuxalt หรือ Bella Coola, Tlingit, Tsimshian, Coast Salish 5 เผ่าแรกนี่ไม่มีปัญหา เพราะข้อมูลทุกที่ตรงกัน อาจจะเรียกชื่อต่างกัน แต่พอเข้าไปดูละเอียดก็จะพบว่า ชื่อต่างกันก็จริง แต่สุดท้ายก็คือเผ่าเดียวกันนั่นแหละ เผ่าที่ 6 นี่สิ เป็นประเด็น เพราะที่นึงบอกว่าเป็น Kwakwaka’wakw (สาบานได้ว่านี่คือชื่อ … เคยขับรถแล้วเห็นป้ายข้างทาง มีชื่อนี้ด้วย … อื้อหือ กว่าจะสะกดได้ก็ขับเลยไปไกลแล้วมั้งคะ….) แต่บางที่บอกว่าเป็น Chinook ลองหาข้อมูลดูแล้ว 2 เผ่านี้ไม่ใช่เผ่าเดียวกัน เอาไงดี … เอาเป็นว่า ขอละไว้เท่านี้ก็แล้วกันว่า มีข้อมูลที่แตกต่างกันอยู่นิดนึง … ได้คำตอบเมื่อไหร่ จะมา update ข้อมูลก็แล้วกัน

งานแกะสลักของแต่ละเผ่าก็จะมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น Kwakwaka´wakw จะแกะรูปคนตาเรียวเล็ก Haida คนจะตาโต Tsimshian กับ Nuxalt มักจะแกะสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตในจินตนาการ ส่วน Coast Salish มักจะแกะรูปคน เป็นต้น แต่โดยรวม สิ่งที่คล้ายกันคือการใช้สิ่งต่างๆ ใกล้ตัวมาเล่าเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นคน พืช สัตว์ต่างๆ โดยสัตว์ที่พบบ่อยคือ นกอินทรี ตัวบีเวอร์ อีกา วาฬ หมี แซลม่อน แม้กระทั่งยุง สีที่ใช้มักจะเป็นสีดำ สีแดง สีน้ำเงิน บางทีก็มีสีขาว สีเหลือง นอกจากนี้ เสาโทเท่มที่ไม่ทาสีก็มีด้วยเช่นกัน เมื่อแกะสลักเสร็จ ตอนตั้งเสาจะมีงานเลี้ยงเฉลิมฉลองกันใหญ่โต เป็นโอกาสให้เจ้าของเสาโทเท่มได้แสดงฐานะ และความสำคัญของตัวเองและครอบครัว และเป็นโอกาสให้คนในเผ่าได้เฉลิมฉลองรื่นเริงด้วย
การแกะสลักเสาโทเท่มทำขึ้นเพื่อแสดงสัญลักษณ์ เพื่อเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งประวัติของครอบครัววงศ์ตระกูล เพื่อเล่าเรื่องราวตำนานความเชื่อ ไปจนถึงเพื่อประจานคนที่ทำอะไรผิด ตัวอย่างเรื่องเล่าตำนานที่แกะสลักไว้บนเสาโทเท่ม เช่น กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (จะได้รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องเล่าหน่อย) หญิงคนหนึ่งเข้าป่าไปเก็บลูกเบอร์รี่ แล้วไปเหยียบอึหมีเลยลื่นล้ม (ในตำนานบอกเป็นอึจริงๆ นะไม่ได้แต่งขึ้นมาเอง) ลูกเบอร์รี่ที่เก็บมาเลยหล่นกระจัดกระจาย นางโกรธมาก โวยวายว่าหมีนำความซวยมาให้ ฝั่งหมีได้ยินว่าโดนด่าสารพัดก็โกรธ ก็เลยไปจับตัวนางมา และพาตัวไปที่หมู่บ้าน (ของเหล่าหมี) ต่อมา พ่อหมีกับนางตกหลุมรักกัน ก็เลยมีลูก (หมี) ด้วยกัน 2 ตัว (คน) หลังจากนั้น นางกลับไปที่หมู่บ้านของตัวเอง และไปบอกคนที่หมู่บ้านให้รู้จักเคารพสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมถึงหมีด้วย เรื่องเล่านี้ แปรรูปมาเป็นเสาโทเท่มที่มีพ่อหมีอุ้มลูกหมี 2 ตัว (เอ๊ะ แล้วแม่ไปไหนล่ะ?) การจะเข้าใจความหมายของเสาโทเท่มแต่ละต้น ต้องอาศัยความรู้พื้นฐานพอสมควร ทั้งความรู้เกี่ยวกับที่ตั้ง รูปแกะสลัก และเรื่องเล่าตำนานท้องถิ่นต่างๆ ไม่อย่างนั้น ภาพแกะสลักไม้บนเสาโทเท่มก็จะเป็นเหมือนงานศิลปะธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่ง
พูดถึงตำแหน่งของภาพแกะสลัก เมื่อเสาตั้งอยู่ในแนวตั้ง หากเทียบตามภาพวาดฝาผนังของไทย ข้างบนคือสวรรค์ ข้างล่างคือนรก คนสำคัญ คนสูงส่งคงต้องอยู่ข้างบน แบบนั้นใช่ไหม? สำหรับเสาโทเท่มแล้ว ภาพที่สำคัญที่สุดจะอยู่ด้านล่างสุดของเสา นัยว่ากำลังแบกน้ำหนักของทุกอย่างที่อยู่เหนือขึ้นไป หรืออาจจะอยู่ระดับสายตาก็ได้ อย่างไรก็ดี พบกรณีเสาโทเท่มที่ภาพแกะสลักไม่ได้มีการเรียงลำดับความสำคัญเลยเช่นกัน เป็นเพียงเอาภาพแกะสลักมาเรียงต่อกันจากบนลงล่าง หรือล่างขึ้นบน

ตัวเสาโทเท่มไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนจะไปกราบไหว้บูชา แต่ในขณะเดียวกันคนมักจะให้ความเคารพ ไม่ทำอะไรที่ดูหมิ่น ลบหลู่
หากจะลองแบ่งเสาโทเท่มออกตามชนิดของการใช้งาน น่าจะแบ่งได้ 6 ชนิด
1) เสาตั้งไว้หน้าบ้าน มักจะสูง 20-30 ฟุต เพื่อใช้ประดับตกแต่ง ถ้าตั้งอยู่หน้าบ้านก็มักจะเล่าเรื่องราวของครอบครัว หรือถ้าตั้งอยู่หน้าบ้านของหัวหน้าเผ่าก็มักจะเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเผ่า
2) เสาบ้าน อยู่ในตัวบ้าน ใช้เพื่อรับน้ำหนักหลังคาและตัวบ้าน เรื่องราวก็มักจะเป็นเรื่องราวของครอบครัว ของตระกูลเจ้าของบ้าน
3) เสา mortuary ไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่าอะไรดี “เสาโลง”? เป็นเสาที่มักจะทำขึ้นเมื่อมีคนสำคัญเสียชีวิตเพื่อเก็บอัฐิ หรือร่างของคนที่เสียชีวิตไว้ในโลงบนยอดเสา เรียกว่าโลง เพื่อให้นึกภาพออกว่า ยอดเสาจะมี “กล่อง” ไม้วางอยู่ในแนวนอน แต่ก็มีการสลักไม้ตกแต่ง ไม่ได้ชัดเจนว่าเป็นโลงเหมือนที่ตั้งอยู่ในศาลาวัดในงานศพเมืองไทย เสาโทเท่มนี้จะสูง 50-60 ฟุต เป็นเสาชนิดที่สูงที่สุดในบรรดาเสาโทเท่มทั้งหมด และเป็นเสาชนิดที่พบได้น้อยที่สุด อ่านข้อมูลมาถึงตรงนี้ก็ตกใจเหมือนกันนะ ไม่เคยนึกมาก่อนว่ามีการเก็บอัฐิ หรือร่าง ไว้บนยอดเสาโทเท่มแบบนี้ ที่ผ่านมา เห็นเสาโทเท่มก็จะนึกถึงเรื่องราวประวัติความเป็นมาของคน ของเผ่า จากนี้พอเห็นเสาโทเท่มคงจะมองไปที่ยอดเสาก่อนเลยว่ามีกล่องอะไรแนวนอนวางอยู่รึเปล่า ถ้ามีก็คงจะขนลุกพอสมควร …

Mortuary Pole ของ Chief Skedans ที่ Stanley Park  หน้าตาเป็นแบบนี้ …

p1010035
4) เสาที่ระลึก มักจะทำขึ้น 1 ปี หลังจากที่มีคนเสียชีวิต และตั้งไว้หน้าบ้าน หรือถ้าเป็นหัวหน้าเผ่าก็อาจจะตั้งไว้กลางหมู่บ้าน เพื่อระลึกถึง รวมทั้งเพื่อประกาศด้วยว่า ใครเป็นผู้สืบทอดครอบครัว/เผ่า นอกจากนี้ มีเสาที่ระลึกที่ทำขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นด้วย
5) เสาต้อนรับ ไว้เพื่อต้อนรับแขกจากนอกเผ่า บ้างก็บอกว่า ตั้งเอาไว้เพื่อทำให้คนนอกที่มาถึงรู้สึกกลัว
6) เสาประจาน ทำขึ้นมาเพื่อประจานคน หรือกลุ่มคนที่ทำอะไรผิด หรือติดหนี้แล้วไม่จ่าย มักตั้งอยู่ในที่ที่เห็นได้ชัดเจน เรียกว่าจัดไว้กลางเมืองกันล่ะ … ตัวอย่างเสาประจานที่ขึ้นชื่อมาก เช่น เสา Seward ที่อลาสกา ซึ่งเผ่า Tlingit ตั้งขึ้นเพื่อล้อเลียนความขี้เหนียวของนาย William H. Seward รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ที่ไปร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่หัวหน้าเผ่า Tlingit จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแต่ไม่มีของขวัญอะไรติดไม้ติดมือไปให้หัวหน้าเผ่าเลยสักชิ้น จากเสาประจานนี้ก็เลยทำให้รู้ว่า นาย Seward เนี่ยเป็นรัฐมนตรีฯ ต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เจรจาการซื้อขายดินแดนอลาสกาจากรัสเซีย การเจรจาซื้อขายเสร็จสิ้นลงปี 1867 พอปี 1868 หัวหน้าเผ่า Tlingit จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองให้เป็นเกียรติในโอกาสที่นาย Seward เยือนอลาสกา แต่แหม ไปกินของเขาโดยไม่มีอะไรติดไม้ติดมือไปให้เขาเลย ก็เอาเสาโทเท่มประจานไปอันนึงก็ละกัน เป็นเสาที่ด้านบนเป็นคนที่หน้าแดง และหูใหญ่ ล้อเลียนลักษณะของนาย Seward ที่หูใหญ่จริงๆ หรือเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อปี 2007 ที่อลาสกามีการทำเสาโทเท่มรูปหน้าล้อเลียนนาย Lee Raymond ซึ่งเป็น CEO ของ Exxon เพราะว่า Exxon ติดหนี้ไม่ยอมจ่ายเงินค่าปรับตามคำสั่งศาลกรณีน้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมัน Valdez ของ Exxon เมื่อปี 1989 นอกจากนี้ มีการตั้งเสาโทเท่มเพื่อประท้วงนโยบายหรือการดำเนินการของภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อคนท้องถิ่นดั้งเดิมด้วย
การแกะสลักไม้ของคนท้องถิ่นดั้งเดิมแถบนี้เริ่มมีมานานมากแล้ว แต่เพราะทำจากไม้จึงย่อมผุพังไปตามเวลา ทั้งยังขาดการดูแลรักษา และช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่นโยบายของทั้งสหรัฐฯ และแคนาดาพยายามกลืนวัฒนธรรมของพวกคนท้องถิ่นดั้งเดิม ทำให้ปัจจุบันมักพบแต่เสาโทเท่มที่มีอายุไม่มาก เป็นงานที่ทำขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ต้นศตวรรษที่ 19 เสียเป็นส่วนใหญ่ ปกติแล้ว เสาโทเท่มมักอยู่ได้ประมาณ 60-80 ปี แม้จะมีการดูแลรักษา แต่สภาพอากาศฝั่งแปซิฟิกที่ชื้น มีฝน มีลม ก็ส่งผลให้ไม้ผุพังไป บ้างมองว่า การผุสลายไปของเสาโทเท่มเป็นขั้นตอนปกติของธรรมชาติ เทียบได้กับการแก่และตายไปของคน การจะป้องกันไม่ให้ไม้ผุไปตามเวลาเปรียบเหมือนการไม่ยอมรับธรรมชาติของโลก
นักวิชาการวิเคราะห์ว่า เสาโทเท่มน่าจะเริ่มมาจากการใช้งานภายในบ้าน แล้วพัฒนามาเป็นการแสดงสัญลักษณ์เล่าเรื่องราวของครอบครัว ของเผ่า ของชุมชน และแสดงฐานะและความสำคัญของเจ้าของเสา ความนิยมเสาโทเท่มก็สลับสับเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา เมื่อศตวรรษที่ 19 เมื่อคนยุโรปและสหรัฐฯ เริ่มเข้ามาก็ช่วยกระตุ้นให้มีการทำเสาโทเท่มมากขึ้น แต่ต่อมาทั้งสหรัฐฯ และแคนาดาต่างมีนโยบายกลืนวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นดั้งเดิมทำให้ลดจำนวนการทำเสาโทเท่มลงอย่างมาก พอช่วงปี 1830-1880 เป็นช่วงที่มีการค้าขายทางทะเล มีการทำเหมืองแร่ มีการจับปลา ส่งผลให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งมีรายได้มากขึ้น เมื่อมีเงินมากขึ้น ก็มีการจัดงานเฉลิมฉลอง และทำเสาโทเท่มมากขึ้น ซึ่งช่วงนี้ เสาโทเท่มได้รับความนิยมจากนักสะสม นักวิชาการ นักท่องเที่ยว มีการนำไปจัดแสดงที่งานแสดงนานาชาติ (เอกซ์โป) เช่นปี 1876 ที่ฟิลาเดลเฟีย และปี 1893 ที่ชิคาโก อย่างไรก็ดี ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต้นศตวรรษที่ 20 เสาโทเท่มและศิลปะวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นพวกนอกศาสนา ในปี 1884 มีการห้ามการจัดงานเฉลิมฉลอง (potlatch) มิชชันนารีศาสนาคริสต์ได้โน้มน้าวให้คนท้องถิ่นละวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน นอกจากจะไม่ผลิตเสาโทเท่มเพิ่ม ยังมีการทำลายเสาโทเท่มที่มีอยู่ด้วย ช่วงนั้นการทำเสาโทเท่มแทบจะเลิกไปเลยทีเดียว โชคดีที่ต่อมาช่วงปี 1930 ความสนใจต่อศิลปะวัฒนธรรมดั้งเดิมเริ่มกลับมาอีกครั้ง สหรัฐฯ ถึงกับมีโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์เสาโทเท่ม มีการทำเสาโทเท่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีช่างรับจ้างแกะสลักเสาโทเท่มด้วยเทคนิคและวิธีการแบบดั้งเดิม ค่าจ้างตกอยู่ที่หลักหมื่นดอลลาร์สหรัฐ และใช้เวลาตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี
ช่วงที่มีความพยายามกลืนวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม ทั้งจากนโยบายของรัฐบาล และจากหมอสอนศาสนา มีการยึดรวมทั้งขโมยสิ่งของของคนท้องถิ่นดั้งเดิมส่งไปพิพิธภัณฑ์หรือส่งให้นักสะสมในอเมริกาเหนือและยุโรป ตัวอย่างเช่นในปี 1929 เสาโทเท่ม G´psgolox ถูกซื้อภายใต้สถานการณ์ที่ไม่โปร่งใส (ขโมย) และถูกส่งไปสวีเดน และต่อมาได้ถูกนำออกแสดงในพิพิธภัณฑ์ เวลาล่วงไปจนถึงปี 1991 เริ่มมีการเรียกร้องให้ส่งเสาโทเท่มคืน หลังจากการเจรจาอันยาวนาน ในปี 2000 มีการส่งเสาโทเท่ม G´psgolox ที่ทำจำลองขึ้นให้พิพิธภัณฑ์ และในที่สุด ในเดือนเมษายน 2006 พิพิธภัณฑ์ก็ได้ส่งเสาต้นจริงกลับคืนถึงแวนคูเวอร์ ถือเป็นเสาโทเท่มต้นแรกในแคนาดาที่ได้รับกลับคืนมาจากต่างชาติ
ในปัจจุบัน มีการจัดลำดับเสาโทเท่มที่สูงที่สุดในโลก แต่การจัดอันดับนี้ ก็ทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะมีการถกเถียงกันว่า ต้องนับเฉพาะเสาที่ทำจากไม้ต้นเดียวเท่านั้น หรือนับเสาที่ใช้ไม้หลายชิ้นมาประกอบกันก็ได้ ปัจจุบัน เสาโทเท่มที่ได้รับการยอมรับว่าสูงที่สุด อยู่ที่ Alert Bay รัฐบริติชโคลัมเบีย แคนาดา สูง 53 เมตร ทำจากไม้ 2-3 ชิ้น หรือเสาโทเท่มที่ McKinleyville แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ สูง 49 เมตร และทำจากไม้ต้นเดียว เอาเป็นว่า อยู่กันคนละรุ่น ถือว่าทั้งคู่เป็นแชมป์เสาโทเท่มที่สูงที่สุดในโลกในรุ่นของตัวเองละกัน

ตัวอย่างช่างแกะสลักเสาโทเท่มที่มีผลงานเด่นๆ เช่น Mungo Martin (ชื่อนี้เจอบ่อย) Bill Reid, Doug Cranmer, Henry Hunt,Tony Hunt (ลูกชายคนโตของ Henry Hunt) Robert Davidson โดย Tony Hunt และ Robert Davidson ยังมีชีวิตอยู่ หากสนใจ ก็ลองหาดูผลงานกันได้นะคะ

p1010036

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s