พิซซ่าหน้าสับปะรด

ช่วงก่อน เห็นรูป เห็นบทความ เห็นข่าวเกี่ยวกับพิซซ่าฮาวายเอี้ยนบนอินเตอร์เน็ทเยอะมาก หันไปทางไหนก็เจอพิซซ่าหน้าสับปะรด เหตุเพราะคนที่ริเริ่มทำพิซซ่าฮาวายเอี้ยนเสียชีวิตลง ตอนแรกไม่ได้สนใจอะไรมากมาย แค่อ่านผ่านๆ นึกว่าเป็นคนอิตาเลียน หรือไม่ก็ริเริ่มทำขึ้นที่ฮาวายอะไรก็ว่าไป แต่มาสนใจอ่านรายละเอียดเพราะที่จริงแล้ว คนคนนั้นไม่ใช่คนอิตาเลียน ไม่ใช่คนฮาวาย แต่ว่าเป็นคนสัญชาติแคนาดา … แถมเชื้อสายกรีกอีกด้วย!!

จริงๆ เรื่องพิซซ่าฮาวายเอี้ยนเนี่ย บางข้อมูลบอกว่าเกิดที่เยอรมนี โดยพ่อครัวชื่อ Clemens Wilmenrod ในช่วงปี 1950 เป็นเหมือนแซนวิชหน้าเปิด มีขนมปัง แฮม ชีส สับปะรด และเชอร์รี่ เรียกว่า Toast Hawaii
แต่ข้อมูลนี้แพร่หลายน้อยกว่าเวอร์ชั่นที่จะเล่าต่อไปนี้ … ไหนๆ ตอนนี้อยู่แคนาดา ขอเล่าถึงเวอร์ชั่นที่ว่า พิซซ่าฮาวายเอี้ยนเกิดที่แคนาดาก็แล้วกันเนาะ

คุณตา Sotirios หรือ Sam Panopoulos เกิดที่กรีซเมื่อปี 1934 และอพยพมาแคนาดาเมื่อปี 1954 พอมาถึงก็ก่อร่างสร้างตัว ช่วยกันเปิดร้านอาหารกับพี่น้องอีก 2 คน ที่เมือง Chatham รัฐออนแทริโอ ร้านที่ว่านั้นขายอาหารอเมริกันทั่วๆ ไป เช่น แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟราย ต่อมาเริ่มทำพิซซ่าขายด้วยเพราะช่วงปี 1960 พิซซ่าเริ่มได้รับความนิยมในสหรัฐฯ นอกจากนั้น คุณตาให้สัมภาษณ์ว่า เคยมีลูกค้าเข้ามาทานอาหารที่ร้านแล้วเปรยๆ ว่า ทั่วทั้งเมือง Chatham เนี่ย ไม่มีร้านไหนขายพิซซ่า และอาหารจีนเลย คุณตาแกก็เลยเกิดไอเดีย เมื่อมีลูกค้าต้องการคุณตาก็จัดให้ คุณตาเลยเริ่มขายพิซซ่าและอาหารจีนไปด้วยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คุณตาแกเล่าว่า แกรู้จักและได้กินพิซซ่าครั้งแรกที่เมืองเนเปิ้ล ประเทศอิตาลี ระหว่างที่เดินทางอพยพมาแคนาดา โดยนั่งเรือมาจากกรีซแล้วเรือแวะจอดที่เนเปิ้ล พอมีร้านอาหารแล้วลูกค้าพูดถึงพิซซ่าก็เลยข้ามฝั่งไปทางสหรัฐฯ เพราะเริ่มมีร้านพิซซ่าบ้างแล้ว ทั้งไปลองชิม ทั้งเอาไอเดีย ทั้งเตรียมซื้ออุปกรณ์สำหรับทำพิซซ่า พอปี 1962 ตอนเตรียมพิซซ่าอยู่ในครัว คุณตาเกิดไอเดียใส่สับปะรดลงไปบนพิซซ่าด้วย ก็เลยเกิดพิซซ่าหน้าสับปะรดขึ้นที่แคนาดานี่เอง
คำถามต่อมา ถ้าริเริ่มทำพิซซ่าหน้าสับปะรดที่แคนาดา ทำไมเรียกว่าพิซซ่าฮาวายเอี้ยน? ทำไมไม่เป็นแคนาเดียนพิซซ่า คำตอบคือ สับปะรดที่คุณตา Sam เอามาใช้น่ะเป็นสับปะรดกระป๋องยี่ห้อ Hawaiian ก็เลยเรียกว่าพิซซ่าฮาวายเอี้ยน ด้วยประการฉะนี้แล
คุณตา Sam เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมานี่เอง ด้วยวัย 83 ปี

พิซซ่าฮาวายเอี้ยนเนี่ย คนไทยน่าจะชอบเพราะมีรสเค็มๆ หวานๆ เอาสับปะรดมาช่วยตัดความเลี่ยนของแป้ง ของแฮม และจริงๆ แล้ว มันก็ได้รับความนิยมมากเลยในระดับโลก ข้อมูลบอกว่า ในปี 1999 พิซซ่าฮาวายเอี้ยนเป็นพิซซ่าที่ขายดีที่สุดในออสเตรเลีย (ประมาณร้อยละ 15 ของพิซซ่าที่ขายทั้งหมดในปีนั้น) และเมื่อปี 2015 ที่สหราชอาณาจักรเขาทำการสำรวจพบว่าพิซซ่าฮาวายเอี้ยนเป็นพิซซ่าที่ขายกันแพร่หลายที่สุด แต่เมื่อปี 2016 มีการสำรวจที่สหรัฐฯ โดยจากการสอบถามผู้ใหญ่ ได้ความว่า สับปะรดเป็นส่วนประกอบของพิซซ่าที่คนไม่ชอบที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากแอนโชวี และเห็ด
เรื่องความชอบหรือไม่ชอบสับปะรดบนพิซซ่านี่เป็นเรื่องที่ฝรั่งเขาถกเถียงกันมานานแล้วนะ พวกที่ชอบก็บอกว่า มันอร่อยดี เป็นการเพิ่มรสชาติใหม่ๆ เข้าไปในพิซซ่า เป็นการพัฒนาประยุกต์สิ่งที่มีอยู่ เป็นพัฒนาการปกติของสิ่งต่างๆ บนโลกนี้ ส่วนคนที่ไม่ชอบ ก็มีตั้งแต่พวกยึดมั่นในสิ่งที่เป็นมา บอกว่านี่มันไม่เคารพสูตรเดิม เอาสับปะรดมาใส่อยู่บนพิซซ่าได้ยังไง คนอิตาเลียนเขาไม่ทำกินกันนะแบบนี้ ที่อ่านๆ ดูส่วนใหญ่จะให้เหตุผลว่า รสชาติมันไม่เข้ากัน ข้อมูลหลายที่บอกว่า คนอิตาเลียนจะแยกรสชาติของอาหารอย่างชัดเจน ของคาวคือของคาว จะไม่เอารสหวานเข้ามาเกี่ยว ซึ่งพิซซ่ามันต้องเป็นของคาว จะเอารสหวานของสับปะรดเข้ามาปนมันไม่เข้ากัน

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นาย Guðni Th. Jóhannesson ประธานาธิบดีไอซ์แลนด์มาเปิดประเด็นเรื่องนี้อีกครั้ง ระหว่างการพูดคุยกับนักเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่ง เขาบอกนักเรียนว่าเขาต่อต้านการใส่สับปะรดบนพิซซ่า แถมยังบอกด้วยว่า ถ้ามีอำนาจจะสั่งห้ามไม่ให้ใส่สับปะรดบนพิซซ่าเลย
ไม่รู้ล่ะว่าพูดจริงพูดเล่น แต่สิ่งที่ประธานาธิบดีพูดไปวันนั้นก็เปิดประเด็นทำให้ทั้งฝ่ายชอบและฝ่ายไม่ชอบออกมาให้ความเห็นกันใหญ่ คุณตาแซมก็เดือดร้อนไปด้วย เพราะสื่อมวลชนติดต่อไป ถามว่ามีอะไรจะพูดกับประธานาธิบดีไอซ์แลนด์ไม๊ คุณตาแซมแกบอกประมาณว่า ใครชอบอะไรก็ทำสิ แกคิดค้นพิซซ่าหน้าสับปะรดมาตั้งกะสมัยที่ประธานาธิบดีไอซ์แลนด์อาจจะยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ คุณตาแอบมีอารมณ์ขัน บอกว่า ทางนู้นเขาขายปลาใช่ไม๊ อยากจะขายปลาก็เอาปลาใส่บนพิซซ่าสิ ขนาดนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาก็ร่วมวงไปกับเค้าด้วย โดยนายกฯ ทรูโดเขียนข้อความ tweet บอกว่า “I have a pineapple. I have a pizza. And I stand behind this delicious Southwestern Ontario creation. #TeamPineapple” ส่วน tweet ของ Canada ก็ออกมาร่วมแจมด้วย โดยโพสต์รูปพิซซ่าฮาวายเอี้ยนพร้อมบอกว่า นี่เป็นการคิดค้นของแคนาดา ไม่มีใครจะเอาชนะได้หรอก ทางฝ่ายสถานทูตไอซ์แลนด์ประจำลอนดอนก็โพสต์รูปพิซซ่าฮาวายเอี้ยน ขอบคุณมือดีที่ส่งไปให้ที่สถานทูตฯ พร้อมข้อความ “พิซซ่าหน้าสับปะรดจงเจริญ” … เออนะ การทูต การเมืองระหว่างประเทศก็มีอะไรกุ๊กกิ๊กน่ารักได้เหมือนกันนะ
ไม่รู้ว่าในไอซ์แลนด์ตอนนั้นเรื่องนี้ดราม่ากันมากน้อยแค่ไหน แต่ว่า ประธานาธิบดีถึงกับต้องมาโพสต์ Facebook บอกว่า เขาชอบสับปะรด เพียงแต่ไม่ชอบสับปะรดที่อยู่บนพิซซ่า แถมยังบอกว่า เขาไม่มีอำนาจในการออกกฎหมายที่จะห้ามคนไม่ให้ใส่สับปะรดบนพิซซ่านะ และจริงๆ แล้วเขาดีใจด้วยที่ไม่มีอำนาจนั้น เพราะ ประธานาธิบดีไม่ควรมีอำนาจแบบไร้ขอบเขต เขาคงไม่อยากอยู่ในตำแหน่งนี้ถ้าจะมีอำนาจสั่งห้ามสิ่งต่างๆ ที่เขาไม่ชอบได้ เขาคงไม่อยากอยู่ในประเทศแบบนั้น แต่ก็ยังปิดท้ายให้ยิ้มได้ว่า สำหรับพิซซ่าแล้ว เขาขอแนะนำ พิซซ่าหน้าซีฟู้ด

ในหลักฐานประวัติศาสตร์ พบการใช้คำว่า “พิซซ่า” ครั้งแรกตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 นู่นเลย พบในเอกสารของเมืองชื่อ Gaeta ทางตอนกลางของอิตาลี เอกสารที่ว่าระบุว่า เจ้าของที่ดินบางแห่งจะต้องมอบพิซซ่า 12 อันให้กับบิชอปในทุกวันคริสต์มาสและวันอีสเตอร์ … นี่เหมือนการตักบาตรของชาวพุทธ หรือว่าเหมือนเป็นค่าสินบนนะ?? นอกจากนี้ ข้อมูลบอกว่าอาหารที่มีลักษณะคล้ายพิซซ่าในปัจจุบันเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคหินใหม่ (Neolithic Age หรือ New Stone Age) ซึ่งอยู่ระหว่าง 10,200-4,500 หรือ 2,000 ปีก่อนคริสตกาลนู่นเลย และพบว่ามนุษย์เราผสมวัตถุดิบต่างๆ ลงในขนมปัง หรือบนหน้าขนมปังเพื่อให้มีรสชาติอร่อยมากขึ้นเรื่อยมา ในยุคกรีกโบราณมีการทาขนมปังด้วยน้ำมัน เครื่องเทศ และเนยแข็ง ทางเปอร์เซียใส่ชีสกับอินทผลัม ฝั่งโรมันก็ทาขนมปังด้วยเนยแข็ง น้ำผึ้ง และใบกระวาน ในยุคโรมันมีการทำขนมปังทรงกลมซึ่งพออบเสร็จจะตัดเป็นชิ้นๆ เหมือนการตัดพิซซ่าในปัจจุบัน เลยเชื่อว่า พิซซ่าแบบปัจจุบันคงพัฒนาการมาจากขนมปังทรงกลมของโรมันนี่เอง จากการขุดค้นซากปรักหักพังของเมืองปอมเปอี ก็พบพื้นที่ที่เป็นเหมือนร้านพิซซ่าในปัจจุบันด้วย

พูดถึงพิซซ่าก็คงอดนึกถึงอิตาลีไม่ได้ พิซซ่าแบบที่เรารู้จักกันอยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองเนเปิ้ล หรือ Napoli ในภาษาอิตาเลียน pizza napolitana ก็คือชื่อพิซซ่าที่เกิดขึ้นที่เมืองนี้ ใช้วัตถุดิบไม่กี่ชนิด แต่มีขายกันแพร่หลายมาก วัตถุดิบที่ว่า คือ แป้ง ซอสมะเขือเทศและชีสมอสซาเรลลา ดูเหมือนจะง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แต่พิซซ่านาโปลิตานาเนี่ยเป็นเหมือนสมบัติของชาติเลยนะ เมื่อปี 1984 มีการจัดตั้งสมาคมพิซซ่านโปลิตานาดั้งเดิม เพื่อส่งเสริมและปกป้องรักษาไว้ซึ่งพิซซ่านโปลิตานาของแท้ดั้งเดิม นอกจากนี้ เมื่อปี 2009 ได้รับการรับรองสถานะจากสหภาพยุโรปเลยนะว่า ของแท้ดั้งเดิมต้องจากที่นี่ มาลองดูกันดีกว่าว่าพิซซ่านโปลิตานาของแท้จะต้องเป็นอย่างไร เขาว่าจะต้องทำจากมะเขือเทศ San Marzano ที่ปลูกในที่ราบภูเขาไฟทางใต้ของภูเขาไฟวิสุเวียส ต้องใช้ชีสมอสซาเรลลาจาก Campania ซึ่งเป็นชีสที่ทำจากนมควายที่เลี้ยงในพื้นที่ลุ่มของ Campania และ Lazio เท่านั้น นอกจากนี้ ชีสมอสซาเรลลาที่ว่านี้ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสหภาพยุโรปเช่นกัน พิซซ่าชนิดอื่นๆ ก็ได้รับการควบคุมเช่นกัน อิตาลีเขาออกกฎหมายเลยนะว่า พิซซ่าไหนมีสิทธิจะใช้ชื่อ Traditional Italian Pizza บ้าง เรียกว่ามีกฎหมายควบคุมกันตั้งแต่ชนิดของแป้ง วัตถุดิบ ขั้นตอนการอบ ไปจนถึงขั้นตอนการขาย รวมถึงกำหนดคุณสมบัติของคนที่ทำงานในร้านพิซซ่า “ดั้งเดิม” ด้วย เช่น จะต้องผ่านการเรียนในโรงเรียนที่ได้รับการยอมรับ รวมถึงต้องผ่านการฝึกงาน ในร้านพิซซ่า1 ปี ถ้าตรวจเจอว่าร้านไหนไม่ตอบโจทย์พวกนี้เสี่ยงที่จะโดนปิดเอาได้

คนไทยน่าจะคุ้นชินกับพิซซ่าที่มีซ้อสมะเขือเทศเป็นพื้นฐานหลัก แต่จริงๆ แล้ว มีการแบ่งพิซซ่าเป็น 2 กลุ่ม คือ pizze rosse หรือพิซซ่าสีแดง ใช้ซอสมะเขือเทศ และ pizze bianche หรือพิซซ่าสีขาว ไม่ใช้ซอสมะเขือเทศ
พูดถึงปริมาณการกินพิซซ่าของคนทั่วโลก มีการประเมินว่าในทุกๆ วัน จะมีคนสหรัฐฯ ประมาณร้อยละ 13 ที่กินพิซซ่าในวันนั้นๆ จากการสำรวจในปี 2004 พบว่าคนนอร์เวย์กินพิซซ่าปริมาณมากที่สุดในโลก เฉลี่ย 5.4 กก./คน/ปี ในปีนั้นนอร์เวย์ขายพิซซ่าแช่แข็งได้ 50 ล้านถาด (จำนวนประชากรประมาณ 5 ล้านคน) ปัจจุบันมีพิซซ่าขายในทุกมุมของโลก โดยมักจะมีการปรับใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เพิ่มรสชาติที่ท้องถิ่นคุ้นเคย อย่างทางอินเดียก็จะมีเครื่องเทศเยอะหน่อย ที่ออสเตรเลียมีพิซซ่าเนื้อจิงโจ้ เนื้ออีมู เนื้อจระเข้ ไอซ์แลนด์เองก็ใส่กล้วยในพิซซ่ากันเป็นเรื่องปกติ ….. เดี๋ยวนะ ประธานาธิบดีไอซ์แลนด์มีปัญหากับสับปะรดบนพิซซ่า แต่คุณไม่มีปัญหากับกล้วยบนพิซซ่างั้นเหรอคะ บางที่ก็ทำพิซซ่าเป็นของหวาน ราดด้วยซอสชอคโกแลต โปะด้วยผลไม้ ด้วยถั่ว บ้างก็ทำพิซซ่าไฮโซ เคยมีการประมูลพิซซ่า 1 ถาดในราคา 2,400 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นหน้ากุ้งลอบสเตอร์ที่ผ่านการแช่ในคอนยัค ไข่คาลเวียร์ที่ผ่านการแช่ในแชมเปญ ซัลมอนรมควันจากสกอตแลนด์ เนื้อกวาง และแผ่นทองคำ 24 กะรัต แต่จะว่าไปแล้ว นี่ยังไม่ใช่พิซซ่าที่แพงที่สุดนะ ไปเจอข้อมูลว่า พิซซ่าที่แพงที่สุดในโลกในปัจจุบันที่ขายกันจริงๆ คือพิซซ่า Luis XIII ที่ Salerno อิตาลี เป็นผลงานการคิดค้นของเชฟ Renato Viola เป็นพิซซ่าที่พิเศษตั้งแต่ขั้นตอนของการเตรียมแป้ง เพราะต้องใช้เวลาถึง 72 ชั่วโมง ส่วนของหน้าพิซซ่าประกอบด้วยชีสมอสซาเรลลาจากนมควาย ไข่คาลเวียร์ 3 ชนิด กุ้งลอบสเตอร์จากนอร์เวย์ และ Cilento (ทางตอนกลางของอิตาลี) แล้วก็โรยบางๆ ด้วยเม็ดเกลือทะเลสีชมพูจากออสเตรเลียที่ใช้มือเก็บ (hand picked grains of pink australian sea-salt) และเด็ดไปกว่านั้น พิซซ่านี้ไม่ขายที่ร้านนะจ๊ะ แต่ว่าเชฟ Renato พร้อมลูกมือ 1 คน และซอมเมอลิเยร์ (sommelier) อีก 1 คน จะมาเนรมิตให้เรากินที่บ้านเลยจ้า …. ที่บรรยายมานี้ เป็นพิซซ่าสำหรับ 2 คนและราคาอยู่ที่ 8,300 ยูโร (ราคาในอิตาลี) หากอยากจ้างมาทำที่ไทยคงต้องลองติดต่อเชฟเค้าดูว่าเค้าจะคิดราคายังไง ใครรู้ บอกกันด้วยค่า …

อ่านและเขียนเรื่องพิซซ่ามาตั้งนาน กลับนึกถึง 1 อย่าง นึกถึงผัดกะเพราบ้านเรา ถ้ามีการควบคุมแบบพิซซ่าของอิตาลีน่าจะดี จะได้เลิกเถียงกันว่า จะสามารถใส่ผัก ใส่ถั่วฝักยาว ใส่ข้าวโพดอ่อนลงไปด้วยได้หรือไม่ โดยส่วนตัวไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องผักที่ใส่เพิ่มเข้ามา แต่ขอเสนอให้มีการดูแลด้วยว่า ในผัดกะเพราจะต้องใส่ใบกะเพราอย่างน้อยเท่าไหร่ ถึงจะไม่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคจ้า บางร้านล่ะรู้สึกเหมือนกินผัดกลิ่นกะเพราจ้า …

แม่น้ำเงิน ไม่มีเงิน

เมื่อครั้งที่แล้วในเรื่องน้ำตกอิกัวซู (Iguazú) ได้ติดตามการเดินทางของแม่น้ำอิกัวซูว่าเกิดในบราซิล ไหลลงมาถึงชายแดนอาร์เจนตินาเกิดเป็นน้ำตกอิกัวซู แล้วไหลต่อไปรวมกับแม่น้ำปารานา (Paraná) ซึ่งไหลไปลงเขื่อนอิไตปู้ (Itaipú) อีกต่อหนึ่ง
เกิดคำถามว่า แล้วน้ำนั้นไปไหนต่อ? ไม่น่าจะจบลงที่เขื่อนใช่ไม๊

ด้วยความสงสัย เลยไปอ่านข้อมูลของแม่น้ำปารานา ได้คำตอบว่าไหลไปรวมกับแม่น้ำอุรุกวัย (Uruguay) กลายมาเป็นแม่น้ำปลาต้า (Río de la Plata) และไปจบการเดินทางที่มหาสมุทรแอตแลนติก

อ่อ … มารวมกับ Río de la Plata ที่เราคุ้นเคยนี่เอง
Río de la Plata (ริโอ เด ลา ปลาต้า) หรือที่ในภาษาอังกฤษบ้างเรียกว่า River Plate บ้างเรียกว่า La Plata River เป็นแม่น้ำที่ทำให้เราต้องทำความเข้าใจกับคำว่า “แม่น้ำ” เสียใหม่ คนที่โตมากับแม่น้ำปิง มาเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นแม่น้ำบางนาราก็รู้สึกว่าเป็นแม่น้ำที่กว้างแล้ว ไปเจอแม่น้ำที่กว้างสุดลูกหูลูกตา มองไปไม่เห็นฝั่งตรงข้าม นี่ใช่แม่น้ำจริงๆ เหรอ??

แม่น้ำ La Plata เกิดจากน้ำของแม่น้ำปารานาและแม่น้ำอุรุกวัยมารวมกันบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของบัวโนสไอเรส จุดที่แม่น้ำสองสายมารวมกันกว้าง (แค่) เกือบๆ 50 กิโลเมตร แล้วไหลต่อลงมา โดยเป็นแนวพรมแดนทางธรรมชาติระหว่างอาร์เจนตินากับอุรุกวัยไปด้วย ก่อนที่จะลงมหาสมุทรแอตแลนติก รวมความยาว 320 กิโลเมตร ถือเป็นแม่น้ำสั้นๆ เมื่อเทียบกับแม่น้ำสำคัญระดับโลกทั่วไป แต่ความเด็ดของเค้าอยู่ที่ความกว้างจ้า แม่น้ำอะไรจุดที่กว้างที่สุด กว้างตั้ง 219 กิโลเมตร ทำให้แม่น้ำ La Plata เป็นแม่น้ำที่กว้างที่สุดในโลก … 219 กิโลเมตร นี่มันระยะทางจากกรุงเทพจนเกือบจะถึงนครสวรรค์อยู่แล้ว …
ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์และอะไรต่างๆ แล้ว ผู้รู้บางคนก็บอกว่าแม่น้ำ La Plata จริงๆ แล้วไม่ใช่แม่น้ำ น่าจะเรียกว่า อ่าว มากกว่า เป็นปากอ่าวของแม่น้ำปารานาและแม่น้ำอุรุกวัย ที่กำลังไหลลงมหาสมุทรแอตแลนติก

นักวิชาการจะว่ายังไงก็แล้วแต่เนาะ เมื่อยังไม่มีการแก้ไขข้อมูลทางการ เราก็จะเรียกว่าแม่น้ำต่อไป
ประวัติศาสตร์บอกว่า “คนขาว” ที่มาเจอแม่น้ำ La Plata ครั้งแรกในปี 1516 คือ Juan Díaz de Solís นักเดินเรือชาวสเปน ซึ่งอยู่ระหว่างล่องเรือทางตอนใต้ของทวีปอเมริกา พยายามหาทางเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทริปนั้นประกอบด้วยเรือ 3 ลำ ลูกเรือ 70 คน ล่องเรือตามแนวชายฝั่งทิศตะวันออกไปเรื่อยๆ จนไปเจอแม่น้ำ La Plata และล่องเรือทวนกระแสน้ำขึ้นไปเรื่อยๆ โดยส่วนหนึ่งขึ้นฝั่งที่พื้นที่ของ Colonia ในปัจจุบัน แล้วก็โดนคนท้องถิ่นพื้นเมืองโจมตี ว่ากันว่าเหลือลูกเรือรอดชีวิตแค่คนเดียว เป็นเด็กหนุ่มอายุ 14 ปี ชื่อ Francisco del Puerto ที่รอดไม่ใช่ว่าอะไร แต่เพราะว่าวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นพื้นเมืองจะไม่ฆ่าคนแก่ สตรี และเด็ก ประวัติศาสตร์เล่าอีกว่า หลายปีหลังจากนั้น Sebastian Cabot นักเดินเรืออีกคนนึงก็ล่องเรือแถวบริเวณนั้นแล้วเห็นคนท้องถิ่นพื้นเมืองตัวโตๆ คนหนึ่งยืนตะโกนร้องเรียกอยู่บนฝั่ง พอขึ้นฝั่งก็พบว่า คนนั้นคือ Francisco del Puerto นั่นเอง ซึ่งยังมีชีวิตและเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูอย่างดีของคนท้องถิ่นพื้นเมือง สุดท้าย Francisco ก็ขึ้นเรือออกเดินทางไปกับ Cabot นั่นเอง

นั่นฝั่งหนึ่ง แต่อีกฝั่งหนึ่งก็บอกว่า “คนขาว” คนแรกที่เห็นแม่น้ำ La Plata คือ Amerigo Vespucci (อเมริโก เวสปุชชี) ตะหาก

ถ้าพอรู้ประวัติศาสตร์ “โลกใหม่” หรือทวีปอเมริกาบ้าง ชื่อที่จะได้ยินบ่อยๆ ซ้ำๆ น่าจะเป็นชื่อ Cristoforo Colombo หรือ Chirstopher Columbus หรือคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสนักเดินเรือชาวอิตาเลียน ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น “The discoverer of America” หรือ ผู้ค้นพบอเมริกา จากการเดินเรือด้วยการสปอนเซอร์ของกษัตริย์สเปน แต่เอาจริงๆ ข้อมูลนี้ถูกแล้วเหรอ? ก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียวนะ เพราะว่าก่อนหน้าที่โคลัมบัสจะล่องเรือไปถึงอเมริกา ก็มี “คนขาว” กลุ่มอื่นที่ไปถึงแล้ว โดยเฉพาะพวกไวกิ้ง แต่พวกไวกิ้งไปถึงอเมริกาแล้วก็จบไป ไม่ได้มีการสานต่ออะไร ในขณะที่การไปถึงของโคลัมบัสเนี่ย มีผลลัพธ์ตามมามากมาย Martin Dugard นักวิชาการฝรั่งอธิบายไว้สั้นๆ แต่ได้ใจความ เขาบอกว่า โคลัมบัสโด่งดังขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเขาป่าวประกาศว่าเขาไปถึงเป็นคนแรก แต่เพราะโคลัมบัสเขา “อยู่ยาว” “Columbus´s claim to fame isn´t that he got there first, it´s that he stayed” … มันก็จริงนะ ค้นพบ สำรวจ ครอบครอง บุกรุก ปกครอง ข่มเหง… แล้วแต่ว่าจะมองจากมุมของคนยุโรป หรือคนท้องถิ่นพื้นเมืองของทวีปอเมริกา …

เรื่องว่าโคลัมบัสไม่ใช่ “คนขาว” คนแรกที่ไปถึงอเมริกาก็เรื่องนึง และยังมีเรื่องหนึ่งด้วย อย่าลืมว่าโคลัมบัสออกเดินทางจากยุโรป โดยตั้งใจจะหาเส้นทางเดินเรือไปให้ถึงเอเชีย โดยได้แรงบันดาลใจมาจากบันทึกการเดินทางของ Marco Polo (มาร์โค โปโล) ซึ่งล่องเรือจากยุโรปไปทางทิศตะวันออกจนไปถึงเอเชีย โคลัมบัสว่าจะล่องเรือไปเอเชียบ้าง แต่จะไปทางทิศตะวันตก พอไปเจอแผ่นดินใหม่ โคลัมบัสก็ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นแผ่นดินใหม่ ยังคงนึกว่าเป็นเอเชีย … โคลัมบัสไม่สงสัยมั่งเหรอ ขึ้นฝั่งมาตั้งนาน ทำไมไม่เจออะไรๆ แบบที่มาร์โค โปโลเคยเขียนบรรยายไว้เมื่อตอนเดินทางไปถึงจีนถึงเอเชียมั่งเลย … ที่จริงแล้ว “คนขาว” ที่ฉุกคิดขึ้นมาและยืนยันว่านี่คือแผ่นดินใหม่ ไม่ใช่เอเชีย คือคุณ Amerigo Vespucci (อเมริโก เวสปุชชี) นักเดินเรือชาวอิตาเลียนที่เดินเรือสำรวจทวีปอเมริกาด้วยทุนทรัพย์ของกษัตริย์โปรตุเกสคนนี้ตะหาก เวสปุชชีเดินเรือไปทวีปอเมริกา อยู่แถวๆ บราซิล แล้วก็ออกมาสรุปว่า นี่เป็นแผ่นดินใหม่ หาใช่เอเชียแบบที่โคลัมบัสบอกไม่ ข้อมูลจากการบันทึกของเวสปุชชีได้รับการสนับสนุนจาก Martin Waldeseemuller คนเขียนแผนที่ชาวเยอรมัน ซึ่ง 1 ปีหลังจากที่โคลัมบัสเสียชีวิต Waldeseemuller ก็ตีพิมพ์แผนที่โลกซึ่งเรียกแผ่นดินใหม่ว่า America – คำเพศหญิงของ Americus ซึ่งเป็นชื่อของเวสปุชชีในภาษาลาติน – Waldeseemuller บอกด้วยว่าตั้งชื่อทวีปใหม่ให้เป็นเพศหญิงเพื่อให้สอดคล้องกับยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ที่ต่างก็เป็นชื่อเพศหญิงทั้งหมด สรุปว่า ทุกวันนี้ ทั้งโคลัมบัส ทั้งเวสปุชชีต่างก็ได้รับการยอมรับในส่วนของตน โคลัมบัสในฐานะ “ผู้ค้นพบ” แผ่นดินใหม่ ส่วนเวสปุชชีก็ในฐานะผู้ที่รู้ว่า นี่คือแผ่นดินใหม่ ไม่ใช่เอเชียแบบที่เคยเข้าใจผิดกันมา ก็เป็นเกียรติเป็นศรีกับวงศ์ตระกูลกันไปทั้ง 2 ฝ่าย

แล้วสรุปว่า คนขาวคนแรกที่พบแม่น้ำ La Plata เนี่ย ใช่เวสปุชชีไม๊
บ้างบอกว่า เวสปุชชีล่องเรือมาเจอแม่น้ำ La Plata จริง แล้วตั้งชื่อว่า แม่น้ำ Jordan บ้างก็คัดค้าน เพราะหลักฐานที่ชัดเจนคือ เวสปุชชีเน้นเดินเรืออยู่แถวๆ ฝั่งตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกา ประมาณบราซิล บ้างบอกว่าลงไปจนถึง Patagonia (ปาตาโกเนีย) ทางใต้ของอาร์เจนตินา แต่ก็โดนแย้งอีกว่า ถ้าไปจริง ทำไมในบันทึกการเดินทางไม่เห็นพูดถึงแม่น้ำ La Plata เลย แม่น้ำใหญ่ขนาดนั้นถ้าพบถ้าเห็นต้องเขียนถึงสิ ถ้าไม่เขียนถึงแบบนี้ แปลว่าไม่ได้ไปเห็นหรอก

เอาเป็นว่า เมื่อคนขาวล่องเรือมาแถบนี้ ก็มาพบแม่น้ำ La Plata ก็ละกันเนอะ ตอนแรกคนท้องถิ่นพื้นเมืองเรียกแม่น้ำนี้ว่าอะไรไม่มีหลักฐานปรากฏ แต่สมัย Solís ตั้งชื่อให้ว่า Mar Dulce (มาร์ ดุลเซ่) หรือ ทะเลจืด –ก็กว้างอย่างกับทะเลแต่เป็นน้ำจืด- ต่อมา Cabot มาเปลี่ยนชื่อเป็น La Plata ซึ่งแปลว่า Silver เพราะว่า มีเรื่องเล่าถึง Sierra del Plata (เซียร์ร่า เดล ปลาต้า) หรือ Silver Mountain ที่เชื่อกันว่าตั้งอยู่เหนือขึ้นไปทางต้นน้ำนู่น แต่จริงๆ แล้ว บริเวณใกล้ๆ นั้น ไม่มีนะภูเขาเงินตามเรื่องเล่า ถ้าจะเสาะหากันจริงๆ ก็นู่นเลย เหมืองเงินอยู่ที่ Potosí (โปโตซี) ในโบลิเวียปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างออกไปตั้งไกล

เมื่อมาพบแม่น้ำ La Plata ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ก็มีการก่อร่างสร้างเมือง โดย Pedro de Mendoza (เปโดร เด เมนโดซา) ได้ตั้งบัวโนสไอเรสขึ้นที่ฝั่งใต้และตะวันตกของแม่น้ำ La Plata เมื่อปี 1536 ชื่อเต็มเพราะๆ ของเมืองคือ Santa María de los Buenos Aires (ซานตา มาเรีย เด โลส บัวโนส ไอเรส) แปลตรงๆ ตัวคือ พระแม่มาเรียแห่งอากาศดี (Buenos Aires แปลว่าอากาศดี) แล้วก็มีช่วงที่ทิ้งเมืองไป ก่อนจะกลับมาก่อตั้งกันอีกครั้งเมื่อปี 1580 โดย Juan de Garay (ฆวน เด กาเรย์) ข้างฝั่งโปรตุเกสก็ไปตั้งเมือง Colonia del Sacramento (โกโลเนีย เดล ซาคราเมนโต) ขึ้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ อยู่ตรงข้ามกับบัวโนสไอเรสพอดิบพอดี แต่ก่อตั้งปุ๊บ ก็โดนฝั่งสเปนมารุกปั๊บ เพราะสเปนกับโปรตุเกสได้ทำสัญญา Tordesillas กันไว้เพื่อตกลงแบ่งพื้นที่การเดินเรือในแอตแลนติกและโลกใหม่ ตอนนั้นมีการขีดเส้นสมมติแนวตั้งพาดตั้งแต่ขั้วโลกเหนือไปขั้วโลกใต้ แล้วยึดเอาเส้นแบ่งอยู่ที่ประมาณทางตะวันตกของ Cape Verde ในปัจจุบัน พื้นที่ฝั่งตะวันออกของเส้นนี้ให้เป็นของโปรตุเกส พื้นที่ฝั่งตะวันตกให้เป็นของสเปน เส้นนี้มันผ่านแนวของบราซิลทำให้บราซิลเป็นประเทศเดียวในอเมริกาใต้ที่พูดโปรตุเกส ในขณะที่ประเทศอื่นๆ พูดสเปนนะจ๊ะ พอแบ่งพื้นที่ทำสัญญากันแล้ว โปรตุเกสดันผิดสัญญามาตั้งเมืองรุกล้ำเข้ามาในเขตของสเปน ก็สู้กันหน่อยล่ะ นอกจากแย่ง Colonia del Sacramento กันแล้ว สเปนก็รุกด้วยการไปตั้งอีกเมืองนึง เพื่อกันการขยายตัวการเติบโตของพื้นที่ของพวกโปรตุเกส ซึ่งเมืองที่สเปนตั้งขึ้นก็คือมอนเตวิเดโอ เมืองหลวงของอุรุกวัยในปัจจุบันนั่นเอง

นอกจากเจ้าอาณานิคมจะมาสู้กันบริเวณแม่น้ำ La Plata ในยุคล่าอาณานิคมแล้ว ชาติมหาอำนาจยุคใหม่ก็มาสู้รบกันบริเวณแม่น้ำ La Plata อีกนะ โดยเป็นสถานที่เกิดเหตุของการสู้รบกันระหว่างเรือ Admiral Graf Spee ของเยอรมนี และเรือ HMS Ajax เรือ HMS Archilles และเรือ HMS Exeter ของสหราชอาณาจักรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สรุปโดยย่อก็คือ ช่วงก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะระเบิดขึ้น กองทัพเยอรมนีได้ส่งเรือ Admiral Graf Spee ไปเตรียมพร้อมอยู่บริเวณแอตแลนติกใต้เพื่อเตรียมรับมือและทำลายกองเรือของฝั่งตรงข้าม จนสุดท้ายก็ไปสู้รบกับเรือของสหราชอาณาจักรในน่านน้ำของอุรุกวัย เรียกว่า Batalla del Río de la Plata (La Plata River Battle) หรือ Batalla en la Bahía de Montevideo (Montevideo Bay Battle) เมื่อปี 1939 นับเป็นการต่อสู้ทางเรือครั้งสุดท้ายของโลก สู้กันด้วยเรือล้วนๆ ไม่รวมเรือดำน้ำหรือเครื่องบิน และเป็นการสู้รบระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้นในอเมริกาใต้ การสู้รบครั้งนั้นสหราชอาณาจักรชนะ จุดจบของเรือ Admiral Graf Spee น่ะเหรอ? กัปตัน Hans Langsdorf ตัดสินใจจมเรือเพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของกองทัพสหราชอาณาจักร โดยก่อนที่จะจมเรือก็ขนย้ายลูกเรือไปพักรักษาตัวที่มอนเตวิเดโอ และบัวโนสไอเรส โดยต่อมาบางส่วนเดินทางกลับเยอรมนี แต่บางส่วนก็อาศัยอยู่ต่อทั้งในมอนเตวิเดโอ ทั้งในบัวโนสไอเรส รวมถึงเมืองอื่นๆ ในทั้งสองประเทศจนตั้งครอบครัวสืบลูกหลานมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนกัปตัน Langsdorf ก็จบชีวิตตัวเองด้วยการยิงตัวตายในที่พักที่บัวโนสไอเรส เขาว่าแต่งตัวเครื่องแบบเต็มยศและห่มร่างกายตัวเองไว้ด้วยธงกองทัพเยอรมนีด้วย

ถามว่า ในปัจจุบันนี้ แม่น้ำ La Plata มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน ตอบได้เลยว่ามาก นอกจากเป็นพรมแดนทางธรรมชาติระหว่าง 2 ประเทศ ยังเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญมาก ทั้งสำหรับเรือขนส่งสินค้าทั้งเรือผู้โดยสาร สมัยอยู่บัวโนสไอเรส ถ้าต้องไปมอนเตวิเดโอ ถ้าเลือกได้จะเลือกนั่งเรือ บริษัทเดินเรือหลักคือบริษัท Buquebus ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงหรือถ้าเป็นเรือเร็วจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ท่าเรือทั้งฝั่งบัวโนสไอเรสและฝั่งมอนเตวิเดโอถือได้ว่าอยู่ในเมือง ซึ่งสะดวกสำหรับการเดินทาง ถ้าเดินทางด้วยเครื่องบิน แม้ว่าจะใช้เวลาบินไม่ถึง 1 ชั่วโมง แต่อย่าลืมว่าสนามบินไม่ได้อยู่ในตัวเมือง แถมยังต้องเสียเวลาไปถึงสนามบินก่อนเวลาเดินทางค่อนข้างเยอะ และที่สำคัญการเดินทางทางเครื่องบินในอาร์เจนตินามีความเสี่ยงสูงมาก … ไม่ใช่เสี่ยงเรื่องความปลอดภัย แต่เสี่ยงว่า วันนี้จะเจอประท้วงอะไรไหม ประท้วงกันเก่งจริงๆ บางทีก็นักบิน บางทีก็เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน บางทีก็เจ้าหน้าที่สนามบิน

สิ่งหนึ่งที่ประทับใจมากคือ รู้สึกว่า คนมอนเตวิเดโอได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำอย่างเต็มที่มากกว่าฝั่งอาร์เจนตินา เพราะชายฝั่งด้านมอนเตวิเดโอเป็นเหมือนชายฝั่งทะเล มีหาดมีคลื่น คนรู้จักเคยบอกว่า ช่วงพักเที่ยงถ้าอากาศดีๆ ก็ใส่กางเกงว่ายน้ำกระโดดลงเล่นน้ำสักพักแล้วค่อยกลับมาทำงานต่อช่วงบ่าย ส่วนฝั่งในบัวโนสไอเรส โดยเฉพาะในตัวเมือง มีการทำทางเดินริมน้ำมีรั้วกั้นและทางเดินอยู่สูงกว่าระดับน้ำ ทำให้ไม่ได้ “สัมผัส” น้ำได้เต็มที่ แต่กระนั้นก็ตาม การมีแม่น้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลอยู่ใกล้ตัว มันช่วยให้อากาศดี ให้มีลมพัด ช่วยให้ไม่ค่อยมีมลภาวะทางอากาศภายในเมือง ทำให้บัวโนสไอเรสเป็นเมืองที่อากาศดีสมกับชื่อจริงๆ

ตระการตาและเปียกปอน ที่น้ำตกอีกัวซู

อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยงามตระการตาหลายแห่ง ทั้งพื้นที่แห้งและทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงเหนือ เทือกเขาแอนดิสทางตะวันตก ธารน้ำแข็งทางใต้ รวมทั้งเมือง Ushuaia (อูชัวยา) เมืองที่อยู่ใต้สุดของโลก ทุ่งหญ้า Pampa (ปัมปา) ตอนกลางของประเทศ รวมถึงพื้นที่ป่าร้อนชื้นทางตะวันออกเฉียงเหนือ

… ก่อนอื่นขอนอกเรื่องหน่อย ก่อนที่จะพูดถึงอาร์เจนตินากันต่อ … พูดถึง Ushuaia แล้วอดขำไม่ได้ รู้จักชื่อนี้ครั้งแรกตอนอยู่ฝรั่งเศส เป็นชื่อยี่ห้อสบู่ เหมือนกับรู้จักชื่อ Quechua ครั้งแรก เป็นชื่อยี่ห้อกระเป๋า backpack ต่อมาถึงมารู้ว่า Ushuaia คือชื่อเมืองในอาร์เจนตินา และ Quechua คือชื่อคนพื้นเมืองที่อาศ้ยอยู่ในพื้นที่ของอาร์เจนตินา โบลิเวีย ชิลี โคลอมเบีย เอกวาดอร์ และเปรูในปัจจุบัน และเป็นชื่อภาษาของคนที่อาศัยในพื้นที่เทือกเขาแอนดิสสืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคอินคา จะว่าไปแล้วการใช้ชื่อ Quechua เป็นยี่ห้อกระเป๋าเนี่ยรับได้ เพราะชื่อคงให้ความรู้สึกถึงการผจญภัย พื้นที่ห่างไกล มีประวัติศาสตร์น่าสนใจ ชวนให้เดินทาง แต่ใช้ชื่อ Ushuaia เป็นยี่ห้อสบู่นี่ทำร้ายจิตใจกันมาก สบู่ กับ เมืองที่อยู่ใต้สุดของโลกมันเกี่ยวกันตรงไหน ช่วยอธิบายทีเถอะ …

อ่ะ กลับมาเรื่องอาร์เจนตินา หากถามว่า ประทับใจที่เที่ยวไหนมากที่สุด คงไม่สามารถเลือกมาเพียงที่เดียวได้ เพราะแต่ละที่ก็สวยงามและมีเสน่ห์ในตัวเอง แต่แน่นอนว่า ชื่อหนึ่งที่จะนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ จะต้องเป็นน้ำตก Iguazú (อีกัวซู) แน่นอน เพราะนอกจากความยิ่งใหญ่อลังการของมันแล้ว ตลอด 4 ปีที่อยู่อาร์เจนตินามีโอกาสได้ไปชมความอลังการของน้ำตกนี้ตั้ง 4 ครั้ง ย่อมจะแอบลำเอียงให้ที่นี่นิดหน่อยเป็นธรรมดา

น้ำตกอีกัวซูตั้งอยู่บริเวณชายแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินาและทางใต้ของบราซิล อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอีกัวซู (Parque Nacional Iguazú) จังหวัด Misiones (มิซิโอนเนส) ของอาร์เจนตินา และอุทยานแห่งชาติอีกัวซู Parque Nacional do Iguaçu รัฐ Paraná (ปารานา) ของบราซิล เขียนชื่อต่างกันเพราะอาร์เจนตินาใช้ภาษาสเปน บราซิลใช้ภาษาโปรตุเกส และอาร์เจนตินาแบ่งการปกครองเป็นจังหวัด ส่วนบราซิลแบ่งเป็นรัฐนะจ๊ะ

น้ำตกอีกัวซูเนี่ย จริงๆ แล้วต้องเป็นพหูพจน์ ต้องเป็นน้ำตกเติม “s” เพราะประกอบด้วยน้ำตกใหญ่น้อยถึง 275 อัน รวมความกว้างทั้งหมด 2,700 เมตร ใช่แล้ว… อ่านไม่พลาด เขียนไม่ผิด ความกว้างทั้งหมดของน้ำตกอีกัวซูคือเกือบ 3 กิโลเมตร โดยร้อยละ 80 อยู่ฝั่งอาร์เจนตินาและร้อยละ 20 อยู่ฝั่งบราซิล เป็นน้ำตกที่เกิดจากแม่น้ำอีกัวซูซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ในบราซิลและไหลลงมาเรื่อยๆ ระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตร เพื่อมารวมกับแม่น้ำปารานา จุดที่สูงที่สุดของน้ำตกอีกัวซูสูง 80 เมตร ชื่อ Garganta del Diablo หรือ Devil´s Throat หรือ ลำคอปีศาจ ปริมาณน้ำโดยเฉลี่ย 1,500-1,746 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และเคยมีน้ำมากถึง 45,700 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 2014

ชื่ออีกัวซูมาจากคำว่า Yguazú ในภาษา Guaraní (กวารานี) Y แปลว่า น้ำ Guazú แปลว่า ใหญ่ ภาษากวารานีนี้เป็นภาษาของคนกวารานีที่อาศัยอยู่ในปารากวัย ตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินา ทางใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของบราซิล และตะวันออกเฉียงใต้ของโบลิเวีย รวมไปถึงทางเหนือของอุรุกวัยด้วยนิดหน่อย ปัจจุบันมีคนพูดภาษากวารานีประมาณ 8 ล้านคน มีสถานะเป็นภาษาทางการของปารากวัยและโบลิเวีย รวมถึงบางพื้นที่ของอาร์เจนตินาและบราซิลด้วย พื้นที่บริเวณน้ำตกอีกัวซูนี้ มีคน mbyá-guaraní อาศัยอยู่มานานแล้ว ส่วนคนตะวันตกคนแรกที่ได้เห็นน้ำตกอีกัวซูคือ Álvar Núñez Cabeza de Vaca ซึ่งอยู่ระหว่างล่องเรือจากฝั่งแอตแลนติกจะไปเมือง Asunción (อะซุนซิโอน) ของปารากวัย มาเจอน้ำตกนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1542 และตั้งชื่อว่า น้ำตก Santa María แต่ไม่ฮิตติดปากเท่ากับชื่ออีกัวซูที่เรียกกันมาแต่เดิม

ตำนานกวารานีเล่าว่า สมัยที่ยังไม่มีน้ำตก ในแม่น้ำอีกัวซูมีงูยักษ์ชื่อ Boi อาศัยอยู่ และทุกๆ ปีคนกวารานีจะต้องบูชางูยักษ์ตัวนี้ด้วยการมอบหญิงสาวให้ 1 คน มีอยู่ปีนึงเตรียมพิธีกันแล้วเรียบร้อย แต่มีหนุ่มชื่อ Tarobá มาตกหลุมรัก Naipí หญิงสาวที่จะโดนบูชายัญจึงพยายามเจรจาต่อรองกับผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อให้สาวเจ้ารอดจากการบูชายัญแต่ไม่สำเร็จ คืนก่อนที่จะมีพิธี Tarobá ก็เลยลักพาตัว Naipí ซะเลยนี่แหนะ โดยจะพายเรือหนีไปด้วยกัน แต่งู Boi รู้เข้าก็เลยแผลงฤทธิ์ทำให้แม่น้ำแยกตัวออก และกลืนร่างของทั้งสองลงไปในน้ำ เรือนผมของ Naipí กลายมาเป็นน้ำตก และ Tarobá ถูกสาปให้กลายเป็นต้นไม้อยู่ที่ด้านบนของน้ำตก ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกจากกันตลอดไป แต่คนกวารานีเชื่อว่า ชะตาชีวิตก็ไม่โหดร้ายจนเกินไป เพราะทุกครั้งที่เกิดรุ้งกินน้ำ นั่นเป็นเหมือนสะพานให้ Tarobá และ Naipí กลับมาหากันได้อีกครั้ง

พื้นที่อุทยานแห่งชาติอีกัวซูในปัจจุบัน เคยมีเจ้าของด้วยนะ นาย Gregorio Lezama เจ้าของตอนนู้นเห็นว่าไม่มีค่า เลยขายในการประมูลโดยโฆษณาเพียงว่า “พื้นที่ป่าสวยงาม และมีน้ำตกหลายแห่ง” นาย Domingo Ayarragaray เจ้าของคนต่อมาเริ่มพัฒนาพื้นที่โดยสร้างโรงแรม และทางเดินไว้สำหรับนักท่องเที่ยวชมน้ำตก จนในปี 1902 ทางการอาร์เจนตินาคงจะมองเห็นอะไรซักอย่าง จึงให้นาย Carlos Thays สถาปนิกและนักออกแบบภูมิทัศน์ทำการศึกษาพื้นที่ โดยต่อมาได้อาศัยข้อมูลนั้นในการผลักดันการก่อตั้งอุทยานแห่งชาติอีกัวซูขึ้นในปี 1934 ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี Hipólito Yrigoyen ส่วนบราซิลก็ตั้งอุทยานแห่งชาติอีกัวซูขึ้นในปี 1939 ต่อมาอุทยานแห่งชาติทั้ง 2 ฝั่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1984 (อาร์เจนตินา) และปี 1986 (บราซิล)

โลโก้ของอุทยานฝั่งบราซิลเป็นรูปจากัวร์ ก็เดาได้ว่าคงมีอยู่เยอะในพื้นที่บริเวณนั้น ส่วนฝั่งอาร์เจนตินาเป็นรูปน้ำตกและนกตัวหนึ่ง ตอนแรกไม่รู้หรอกว่าเป็นนกอะไร พออ่านข้อมูลเลยรู้ว่าเป็นนก Swift หรือ นกแอ่น ไม่ใช่นกนางแอ่นนะ เพราะนกนางแอ่นภาษาอังกฤษคือ Swallow

นกแอ่น (Swift) กับนกนางแอ่น (Swallow) เหมือนกันตรงที่ต่างหากินโดยการบินฉวัดเฉวียนจับแมลงกลางอากาศ แต่อย่างอื่นไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า อ่านเว็บภาษาไทยแล้วปวดกะโหลกมาก เพราะหลายเว็บเขียนชื่อสลับไปมาเหมือนว่านก 2 ชื่อนี้คือชนิดเดียวกัน บางเว็บออกตัวเริ่มต้นชัดเจนว่านกแอ่น ไม่ใช่นกนางแอ่น แต่แล้วในบทความพี่กลับเรียกชื่อสลับกันไปมา เดี๋ยวนาง เดี๋ยวไม่นาง ก็เลยเลิกอ่านภาษาไทย กลับไปอ่านข้อมูลภาษาต่างด้าวเช่นเคย ที่เขียนต่อไปนี้คือข้อมูลที่สรุปจากเว็บภาษาอังกฤษ ผิดถูกอย่างไรก็จนด้วยเกล้านะคะ เพราะไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยจริงๆ ข้อมูลภาษาอังกฤษเค้าแยกชัดเจนระหว่างนกแอ่น กับนกนางแอ่น โดยนกแอ่น (Swift) จัดเป็นนกกลุ่มที่บินเร็วที่สุดในโลก มีบางสายพันธุ์บินได้ 169 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรืออย่างน้อยๆ ก็บินได้ 112 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือ 31 เมตร/วินาทีเลย มีความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก echolocation หรือการบอกระยะทางและทิศทางโดยใช้เสียงสะท้อน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการอาศัยหรือบินในที่มืด เช่น ถ้ำ นกแอ่นทำรังจากน้ำลาย ซึ่งก็คือที่มนุษย์เราไปเก็บมาทำรังนกขายกันนั่นแล เพิ่งรู้นะว่ารังเนี่ยสร้างโดยตัวผู้ในระหว่างฤดูผสมพันธุ์ โดยใช้เวลามากกว่า 35 วัน รังนกแอ่นมีแคลเซียม เหล็ก โปแตสเซียม และแมกนีเซียมสูง ในขณะที่นกนางแอ่น (Swallow) อาศัยในโพรงไม้ หรือทำรังจากโคลน … ข้อมูลผิดถูกอย่างไร ใครมีความรู้เรื่องนี้ ช่วยมาอธิบายด้วยค่ะ จะขอบพระคุณ

กลับมาที่น้ำตกอีกัวซู ถามว่าทำไมใช้นกแอ่นเป็นโลโก้ ก็เพราะว่ามีนกแอ่นเยอะแยะมากมายคอยบินจับแมลงกินอยู่บริเวณน้ำตกน่ะสิคะ โดยเฉพาะบริเวณ Garganta del Diablo นี่มีเยอะมาก เพลินกับการดูน้ำตกแล้วก็เพลินกับการดูนกบินฉวัดเฉวียนในอากาศด้วย

น้ำตกอีกัวซูไม่ได้เป็นแค่น้ำตกขนาดใหญ่เท่านั้น พื้นที่โดยรอบยังเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าเยอะแยะอีกด้วย บริเวณนั้นมีนกกว่า 450 ชนิดและมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกกว่า 80 สายพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีแมลงและสัตว์น้ำต่างๆ อีก ฉะนั้นการบริหารจัดการพื้นที่ของทั้งฝั่งอาร์เจนตินาและฝั่งบราซิลจะให้ความสำคัญกับการเคารพสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และรบกวนสิงสาราสัตว์ให้น้อยที่สุด ฝั่งอาร์เจนตินาใช้การเดินทางไปยังจุดสำคัญต่างๆ ด้วยรถไฟ Tren Ecológico de la Selva หรือ Ecological Train of the Forest ขับเคลื่อนด้วย LPG แล่นด้วยความเร็วต่ำกว่า 18 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อควบคุมเสียงรบกวน รถไฟออกจากสถานีหลัก หรือ Estación Central บริเวณทางเข้าอุทยาน และให้บริการไปสถานีต่างๆ การเข้าชมน้ำตกจะให้เดินตามทางเดินที่ทำไว้ ฝั่งอาร์เจนตินามีหลายเส้นทาง ทั้งเส้นทาง Inferior (ทางเดินด้านล่างของน้ำตก ระยะทาง 1,750 เมตร) เส้นทาง Superior (ทางเดินด้านบนของน้ำตก ระยะทาง 1,700 เมตร) นอกจากนี้ ยังสามารถนั่งเรือลงไปชมน้ำตกได้แบบใกล้ชิด รวมถึงขึ้นเกาะ San Martín ซึ่งอยู่กลางแม่น้ำด้วย จุดเด่นสำคัญที่สุดของการเที่ยวชมน้ำตกฝั่งอาร์เจนตินาย่อมหนีไม่พ้นการชม Garganta del Diablo ซึ่งเมื่อลงรถไฟที่สถานี  Garganta del Diablo แล้วจะต้องเดินตามทางเดินเหนือแม่น้ำอีกัวซูเข้าไปอีก 1,100 เมตร จุดนั้นเป็นจุดที่ตื่นตาตื่นใจยิ่งใหญ่มาก เพราะทางเดินแทบจะไปจบลง ณ หน้าผา จุดที่น้ำตกลงสู่พื้นเลย เรียกได้ว่ายืนชมอยู่ในระยะห่างแค่ 50 เมตร ใครไปยืนตรงนั้นไม่ต้องห่วง รับประกันว่าได้รับละอองน้ำกันจนเปียกทุกคนแน่นอน เคยฟังไกด์เล่าว่า สมัยก่อนมีการพานักท่องเที่ยวลงเรือลำเล็กแล้วพายเรือเข้าไป นึกภาพแล้วอดกลัวไม่ได้ เพราะว่าพลังน้ำมหาศาลขนาดนั้น กำลังแขนคนน่ะหรือจะพายเรือสู้กับกำลังของน้ำได้ ต่อมา มีเรือถูกน้ำพัดไป มีคนเสียชีวิตการนำชมแบบนั้นเลยถูกยกเลิกไปในที่สุด สำหรับฝั่งบราซิล การเดินทางภายในอุทยานใช้รถบัส และมีทางเดินสำหรับชมน้ำตกเช่นกัน โดยทางเดินไปจบที่ Naipí Area ใกล้หน้าผาน้ำตกขนาดใหญ่ มีทางเดินเข้าไปกลางแม่น้ำซึ่งรับประกันว่าเปียกกันทุกคนแน่นอนเช่นกัน นอกจากนี้ฝั่งบราซิลยังมีบริการนำชมน้ำตกด้วยเฮลิคอปเตอร์ด้วยนะ รู้สึกว่าทัวร์นึงใช้เวลาบินเหนือน้ำตกประมาณ 10 นาทีเพื่อเห็นภาพมุมสูง ซึ่งก็อลังการตื่นตาไปอีกแบบ

น้ำตกอีกัวซูได้รับการยอมรับในระดับโลกว่าเป็นน้ำตกที่ตระการตามากที่สุด มีการเปรียบว่าเมื่อยืนอยู่ตรงด้านล่างแล้วเงยหน้ามองขึ้นไปที่ด้านบนของน้ำตกจะรู้สึกเหมือนกับว่าน้ำจากทั้งมหาสมุทรกำลังตกลงมาเลยทีเดียว นอกจากนี้ เมื่อปี 2011 น้ำตกอีกัวซูยังได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกอีกด้วย

ถามว่า จำเป็นต้องเที่ยวน้ำตกทั้ง 2 ฝั่งไม๊ จะว่าจำเป็นก็คงไม่ใช่ แต่ว่าควรอย่างยิ่งที่จะเที่ยวทั้ง 2 ฝั่ง เพราะให้ความรู้สึกและภาพที่ต่างกัน ด้วยความที่น้ำตกร้อยละ 80 อยู่ในอาร์เจนตินา มีคำกล่าวว่า ถ้าอยากจะ “ดู” น้ำตก ให้ดูจากฝั่งบราซิล จะได้เห็นภาพมุมกว้างว่าหน้าตาของน้ำตกอีกัวซูเป็นอย่างไร แต่ถ้าอยาก “รู้สึก” น้ำตก ให้ดูจากฝั่งอาร์เจนตินา เพราะจะได้สัมผัสใกล้ชิด ตัวเปียกปอนกันไปถ้วนหน้า

การเดินทางไปน้ำตกอีกัวซูสะดวกสบาย ทั้งการเดินทางจากฝั่งอาร์เจนตินาและบราซิล เพราะมีสนามบินนานาชาติตั้งอยู่ถึง 2 แห่ง ได้แก่ สนามบิน Puerto Iguazú (IGR) ในฝั่งอาร์เจนตินา และสนามบิน Foz do Iguaçu (IGU) ในฝั่งบราซิล ชื่อคล้ายกันอาจจะสร้างความสับสนเล็กน้อย เวลาเลือกจองตั๋วเครื่องบินต้องดูให้ดีๆ ไม่งั้นนึกว่าจะบินไปลงฝั่งอาร์เจนตินา อาจจะไปโผล่ฝั่งบราซิลแทนก็ได้ … ถามว่า ควรใช้เวลาอยู่ที่น้ำตกกี่วัน โดยส่วนตัวคิดว่าอย่างน้อยที่สุดคือ 1 วันครึ่ง เพื่อเที่ยวฝั่งอาร์เจนตินา 1 วันด้วยความที่มีหลายเส้นทางให้เดิน และฝั่งบราซิลครึ่งวัน ถ้าเวลาน้อยเกินไปจะต้องรีบเดิน รีบดูเกินไป สมองสติยังไม่ทันได้ซึมซับความยิ่งใหญ่อลังการของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ต้องรีบวิ่งไปที่หมายถัดไปซะแล้ว และถ้ามีทุนทรัพย์ขอแนะนำให้เข้าพักโรงแรมที่อยู่ในเขตอุทยานเสียเลย ฝั่งอาร์เจนตินามีโรงแรม Sheraton ฝั่งบราซิลมีโรงแรม Hotel das Cataratas ทั้งสองที่สามารถมองเห็นน้ำตกได้จากโรงแรมเลย วิวสวยงามไม่แพ้กัน ข้อดีของการพักในโรงแรม 2 แห่งนี้คือมีเวลาชมน้ำตกได้อย่างจุใจ ไม่ต้องออกจากอุทยานแม้จะถึงเวลาปิดอุทยานก็ตาม และที่สำคัญถ้าพักข้างในนั้น เมื่อเดินเที่ยวจนเหนื่อยแล้วยังสามารถกลับมานอนดูวิวน้ำตกจากห้องพักได้อย่างสบายๆ โดยส่วนตัวแอบชอบโรงแรมฝั่งบราซิลมากกว่า เพราะเงียบและให้ความรู้สึก exclusive มากกว่า แต่ฝั่งอาร์เจนตินาดีกว่าตรงที่ช่วยให้มีเวลาเดินเที่ยวน้ำตกได้อย่างจุใจมากกว่า

เล่าๆ มา มีแต่เรื่องสวยงามน่าอภิรมย์ จริงๆ เรื่องไม่ค่อยสวยงามก็มีนะ เพราะบรรดาคนที่เข้าเที่ยวชมน้ำตกอีกัวซู นอกจากคนที่กลับออกไปพร้อมความทรงจำความประทับใจแล้ว ก็มีคนที่ไม่ได้กลับออกไปด้วย แต่ไหนแต่ไรมีคนมาเสียชีวิตที่นี่พอสมควร ทั้งจากอุบัติเหตุ เช่น เรือที่พาลงไปดูน้ำตกพลิกคว่ำ และคนที่ตั้งใจฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่จะกระโดดจากจุดชมวิวที่ Garganta del Diablo แต่ก็มีบ้างที่ไปกระโดดจากน้ำตกอื่น เขาว่าเมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว มีคู่บ่าวสาวเพิ่งแต่งงานได้ไม่นานไปกระโดดน้ำตายด้วยกัน โดยผูกมือติดกันไว้และแต่งตัวด้วยชุดแต่งงาน หลังๆ มานี้ด้วยเทคโนโลยีและโทรศัพท์มือถือทำให้เริ่มมีการอัดคลิปไว้ได้ทันและเอามาเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ท จำได้ว่ากรณีแรกที่มีการถ่ายคลิป คือเมื่อปี 2013 ครูผู้หญิงคนอาร์เจนตินาอายุ 38 ปี กระโดดลงไปจากบริเวณ Garganta del Diablo มาทราบข้อมูลภายหลังว่ามีปัญหาสุขภาพป่วยระยะสุดท้ายและมีอาการซึมเศร้า เมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็เพิ่งมีผู้ชายบราซิลอายุ 26 ปีกระโดดจากบริเวณเดียวกัน ทำให้เริ่มมีการเรียกร้องว่าควรจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ที่จุดชมวิวไม๊ เพราะทางเดินในปัจจุบันมีรั้วกั้นก็จริง แต่รั้วสูงแค่ประมาณหน้าอกของคนเท่านั้นเองมันป้องกันอะไรไม่ได้เลย

พูดถึงน้ำตกอีกัวซูพูดถึงชายแดนอาร์เจนตินากับบราซิล ก็ควรจะต้องพูดถึงปารากวัยด้วย เพราะปารากวัยก็ได้ประโยชน์จากแม่น้ำอีกัวซู และการท่องเที่ยวบริเวณชายแดนเหมือนกัน จะว่าไปแล้ว ตรงนั้นให้ความรู้สึกคล้ายๆ สามเหลี่ยมทองคำอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นพรมแดนของ 3 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล และปารากวัย และมีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน แม่น้ำอีกัวซูพอผ่านช่วงที่เป็นน้ำตกมาแล้วก็ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปารานา ซึ่งไหลไปลงเขื่อน Itaipú (อิไตปู้) อีกต่อหนึ่ง เขื่อนนี้อยู่บริเวณชายแดนบราซิลกับปารากวัย ขึ้นชื่อว่าผลิตไฟฟ้าได้เยอะที่สุดในโลก มีกำลังผลิตไฟฟ้าถึง 14,000 เมกกะวัตต์ ถ้านึกไม่ออกว่ามันเยอะแค่ไหนล่ะก็ เอาเป็นว่ากระแสไฟที่ผลิตได้ในปี 2016 มันเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งโลกเนี่ยได้ 2 วัน ถ้าส่งพลังงานนั้นให้อาร์เจนตินา ซึ่งพื้นที่ใหญ่กว่าไทย 5 เท่า ประชากรประมาณ 40 ล้านคน จะใช้ได้มากกว่า 1 ปีอีกนะ หรือถ้าส่งให้ปารากวัย ซึ่งขนาดเล็กกว่าประเทศไทยนิดนึง ประชากรประมาณ 6.8 ล้านคน จะใช้ได้มากกว่า 12 ปีเชียว บริเวณที่เป็นอ่างเก็บน้ำทุกวันนี้เคยเป็นที่ตั้งของน้ำตก Guairá ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดบนแม่น้ำปารานา แต่ตอนนี้จมอยู่ใต้เขื่อนไปเรียบร้อยแล้ว บราซิลกับปารากวัยเริ่มเจรจาเรื่องเขื่อนกันมาตั้งแต่ช่วงปี 1960 เพื่อหาทางใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานน้ำที่มีศักยภาพสูง เริ่มลงมือสร้างเขื่อนกันในปี 1975 ซึ่งส่งผลให้มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมต้องอพยพผู้คน เมืองต่างๆ บริเวณนั้นได้รับผลกระทบต้องมีมาตรการมาจัดการกับปัญหาและต้องมีการจ่ายเงินชดเชยกันด้วย ทุกวันนี้ เขื่อนอิไตปู้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญ และยังใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวด้วย เพราะเปิดให้เข้าชม เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่คนที่ไปเที่ยวชมน้ำตกอีกัวซู

ภูเขาไฟ โคคา โคเคน

เคยไหม? หายใจไม่ออก

ไม่ได้หมายถึงตอนไม่สบายคัดจมูกแล้วหายใจไม่สะดวก แต่หมายถึง การที่ร่างกายแข็งแรงดี หายใจได้ปกติ แล้วอยู่ๆ ร่างกายหายใจเข้า แต่กลับรู้สึกว่าไม่มีอากาศเข้าปอดซะงั้น
นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ลานจอดรถที่ความสูง 4,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ตีนภูเขาไฟ Cotopaxi ประเทศเอกวาดอร์

Cotopaxi (ออกเสียงแบบท้องถิ่นว่า โกโตปั๊กสิ ส่วนบทความภาษาไทยเขียนว่าชื่อ โคโตแปกซี) เป็นภูเขาไฟในแนวเทือกเขาแอนดิส ในจังหวัด Cotopaxi ห่างจากกีโต้ (Quito) เมืองหลวงของเอกวาดอร์ไปทางใต้ 50 กิโลเมตร สูง 5,897 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นภูเขาไฟที่สูงเป็นอันดับสองของเอกวาดอร์ รองจาก Chimborazo แต่ถ้านับเฉพาะภูเขาไฟที่ยังมีพลัง (active volcano) Cotopaxi สูงที่สุดในประเทศ และสูงเป็นอันดับสองในโลก รองจาก Ojos del Salado ที่ชายแดนชิลี/อาร์เจนตินา ระเบิดใหญ่ครั้งสุดท้ายไปเมื่อ ค.ศ. 1877

ข้อมูลในเว็บ vcharkarn.com บอกว่า ภูเขาไฟที่ยังมีพลัง (active volcano) คือภูเขาไฟที่ยังคงมีการประทุอยู่ ต่างจากภูเขาไฟสงบ (dormant volcano) ที่เคยประทุในอดีตปัจจุบันจะไม่มีการประทุอีก และ ภูเขาไฟดับสนิท (extinct volcano) ที่ไม่มีการประทุมาตั้งแต่ในอดีต … (ถ้าไม่เคยประทุ ทำไมจัดให้เป็นภูเขาไฟล่ะ ทำไมไม่เป็นภูเขาธรรมดา?…)

เมื่อปี 2012 (2555) สมัยอยู่อาร์เจนตินา ได้ไปเอกวาดอร์แบบไปไวมาไว คุ้นๆ ว่า มีโปรตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักก็ตัดสินใจไป เพราะอยากไปตรงเส้นศูนย์สูตร (Equator หรือ Ecuador) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกีโต้ พอไปถึงเห็นชื่อ Cotopaxi ซ้ำๆ เลยได้รู้ว่าเป็นภูเขาไฟ มีหลายบริษัทจัดนำเที่ยว ลองเข้าไปคุยที่บริษัทได้ข้อมูลว่ามีทัวร์ไปเช้าเย็นกลับ นั่งรถตู้ขึ้นไป ขากลับเลือกได้ว่าจะมีช่วงให้ปั่นจักรยานลงมา หรือนั่งรถตู้กลับลงมาตลอดทางก็ได้ ไม่โหด ไม่ยาก นี่คือข้อมูลที่คุณพนักงานบอก … มารู้ทีหลังว่า ให้ข้อมูลไม่หมดนี่หว่า ฟังเค้าเล่านึกภาพนั่งรถตู้ขึ้นเขาไปชิลๆ ดูวิวสองข้างทาง ขึ้นไปถึงลานจอดรถเดินเขาปีนเขาต่ออีกหน่อยก็ถึงยอดภูเขาไฟ อากาศดีไม่หนาว ไม่ต้องห่วง พอไปเจอของจริงเลยรู้ว่าพี่เน้นขายทัวร์อย่างเดียวนี่นา จำได้ว่า ถามเค้าซ้ำหลายครั้งว่าโหดไม๊ โดยเฉพาะเรื่องความสูง เรื่องอากาศ เพราะรู้ตัวว่าเรามาจากบัวโนสไอเรส เมืองระดับน้ำทะเล แค่ที่กีโต้ ซึ่งสูง (แค่) เกือบๆ 3 พันเมตรก็รู้สึกแล้วว่าหายใจได้ไม่เต็มที่ ไม่อยากจะไปทำอะไรที่โหดร้ายกับร่างกายมากเกินไป

กว่าจะรู้ตัวว่า สิ่งที่จะเจอวันนั้นไม่ใช่กล้วยๆ ก็ช้าไปแล้ว ไปรู้ตัวเอาตอนที่นั่งรถตู้มุ่งหน้าขึ้นเขา เพราะไกด์อธิบายเรื่องความสูง เรื่องการเตรียมตัวก่อนขึ้นเขา เรื่องการป้องกัน altitude sickness (โรคจากขึ้นที่สูง) ไกด์บอกให้ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยเรื่องการไหลเวียนของเลือด จะได้มีออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และให้กินชอคโกแลตเยอะๆ เพราะให้พลังงาน และช่วยเรื่องการไหลเวียนของเลือดช่วยเรื่องการหายใจ (แต่จำสรรพคุณไม่ได้แล้ว) ไกด์หยุดแวะกลางทางให้ซื้อขนมขบเคี้ยวเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนที่จะมุ่งหน้าขึ้นสู่ความสูง 5 พันกว่าเมตร และที่สำคัญคือให้ร่างกายได้ค่อยๆ ปรับตัว ร้านขายของนั้นน่าจะสูงสัก 3 พันเมตร แต่ก็เริ่มมีอาการโคลงๆ เหมือนเมารถเมาเรืออยู่พอสมควร

เมื่อขึ้นไปถึงลานจอดรถที่ 4,600 เมตร ลงจากรถมายืนสังเกตอาการตัวเองว่าไหวไม๊ เพราะจะต้องเดินขึ้นไปต่ออีก ตั้งใจว่า จะลองเดินขึ้นไปก่อน ถ้าไม่ไหวก็จะกลับมารออยู่ที่รถ เมื่อเริ่มเดินตามไกด์ ก็เกิดเหตุการณ์ที่จำได้แม่นมาจนถึงวันนี้ จากจุดที่ลงรถหายใจได้ตามปกติ เดินขึ้นทางลาดไปไม่น่าจะถึงสิบก้าว ก็หายใจไม่ออก! การที่หายใจเข้าแต่ไม่มีอากาศเข้าไปในปอดมันน่ากลัวแบบนี้นี่เอง เลยตัดสินใจบอกไกด์ว่าไม่ไปด้วย ขอนั่งรออยู่ในรถ
พอเพื่อนร่วมทัวร์กลับลงมา รู้สึกว่าเราตัดสินใจถูกแล้ว เพราะนอกจากเรื่องความสูงแล้ว ยังขึ้นไปเจอหิมะด้วย ตอนนั้น อยากจะกลับไปบอกบริษัททัวร์บอกพนักงานคนนั้นว่า คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะ คุณมุ่งจะขายทัวร์แต่ไม่ให้ข้อมูลกับลูกค้าแบบนี้ไม่ได้ เพราะนี่มันคือเรื่องของความปลอดภัยของลูกค้าเลยนะคุณ

เรื่องความสูงเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวมากเมื่อเดินทางในอเมริกาใต้ เพราะหลายประเทศตั้งอยู่ในเทือกเขาแอนดิส ความสูงไม่ต่ำกว่า 2 พันเมตรกันทั้งนั้น เรามาจากไทย กรุงเทพสูงระดับน้ำทะเล บัวโนสไอเรสก็สูงระดับน้ำทะเล เมื่อไปเจอหลักหลายพันเมตรก็ย่อมจะได้สัมผัสกับโรคจากขึ้นที่สูง (Altitude sickness, Altitude illness, Mountain sickness) เป็นธรรมดา

โรคจากขึ้นที่สูงนี้ มักเกิดได้ที่ความสูงตั้งแต่ 2,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล ถ้าถึง 8,000 เมตร เขาเรียกว่า death zone โซนแห่งความตายกันเลยทีเดียว (เอเวอเรสต์สูง 8,848 เมตร) เกิดได้กับทุกเพศวัย แม้จะสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็ตาม หลักๆ คือ ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เพราะในที่สูงออกซิเจนเจือจาง และความดันอากาศต่ำลงทำให้ความดันออกซิเจนในเลือดต่ำลงด้วย หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด ภาวะต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า Acute Mountain Sickness (AMS) ซึ่งมักจะกลับเป็นปกติได้ภายใน 2-3 วัน แต่ถ้าร่างกายปรับตัวไม่ได้ หรือยังขาดออกซิเจนอยู่ต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดเลือดคั่ง มือเท้าบวม น้ำคั่งในเนื้อเยื่อปอด สมองบวมน้ำอะไรกันไปนู่นเลย อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ ฉะนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

จำได้ว่าที่เอกวาดอร์ หรือประเทศอื่นๆ ไม่ค่อยมีโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไรมากนักเรื่องโรคจากขึ้นที่สูง จะมีเยอะก็ที่เปรู (และเข้าใจว่าโบลิเวียก็เช่นกัน – แต่ยังไม่ได้ไปด้วยตัวเอง จึงยังไม่ได้เห็นกับตา) ที่เปรู เมื่อลงเครื่องบินที่กุสโก (Cuzco) เห็นป้ายใหญ่ยักษ์โฆษณาออกซิเจนกระป๋องที่สนามบิน ภายในอาคารสนามบินเห็นมุมรักษาพยาบาล โดยสิ่งที่วางอยู่คือ ถังออกซิเจนพร้อมหน้ากากช่วยหายใจ นัยว่าใครลงเครื่องบินมาแล้วเกิดอาการวิงเวียนหายใจติดขัดก็ขอเชิญมาหายใจเอาออกซิเจนกันได้ตามอัธยาศัย เป็นการต้อนรับที่แอบจะน่ากลัวอยู่เหมือนกัน แต่ต้องถือว่าได้ผล เพราะสร้างความตะหนักรู้เรื่องความสูง และความเสี่ยงให้นักท่องเที่ยวได้ดี

ตอนนั้น ท่องไว้ว่ามียา Sorojchi ซึ่งขึ้นชื่อว่าป้องกันและบรรเทาอาการโรคจากขึ้นที่สูงได้ดี จำได้ว่าซื้อมากินด้วย แต่ก็ยังมีอาการวิงเวียน เหนื่อยง่าย หายใจลำบากอยู่ดี ครั้งหนึ่งวืด เพราะด้วยความที่เป็นคนเดินเร็ว ไปอยู่ที่กุสโกก็ไม่ทิ้งความเคยชิน เดินๆ อยู่ก็รู้สึกหน้ามืด ต้องหยุดเดิน ระหว่างที่พยายามหายใจเอาออกซิเจนอยู่นั้น ก็มองไปเห็นกลุ่มเด็กๆ เล่นฟุตบอลกันอยู่ ทั้งวิ่ง ทั้งเตะบอล ทั้งตะโกนโหวกเหวก น้องๆ ไม่เหนื่อยเลย ในขณะที่เรากำลังสู้กับการขาดอากาศอยู่

ยา Sorojchi ถูกคิดค้นขึ้นโดยนาย Raúl Crespo Palza เภสัชกรชาวโบลิเวียในช่วงปี 1950 ชื่อแปลงมาจากคำว่า Soroche ซึ่งเป็นคำเรียกโรคจากขึ้นที่สูงที่ใช้ในเปรูและเอกวาดอร์ ส่วนประกอบหลักคือ acetylsalicylic acid (ASA) ซึ่งพอหาข้อมูล พบว่ามันคือแอสไพรินดีๆ นี่เอง จัดเป็นตัวยากลุ่มลดไข้บรรเทาปวด และช่วยป้องกันเลือดแข็งตัว นอกจากนี้ มีส่วนผสมของคาเฟอีนด้วย

ถ้าจะพูดถึง “ยา” จริงๆ จะมียี่ห้อ Diamox ซึ่งใช้สาร Acetazolamide เด็กสายศิลป์-ภาษา พยายามทำความเข้าใจกับเรื่องเคมี พอจะสรุปได้ว่า ยานี้ไปทำให้ไตขับไบคาร์บอเนตออกมาทางปัสสาวะมากกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้เลือดมีสภาพเป็นกรด ซึ่งสำหรับร่างกายเนี่ย ถ้าเลือดมีสภาพเป็นกรดแปลว่ามีคาร์บอนไดออกไซด์สูง ฉะนั้นก็จะต้องรีบขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาโดยการหายใจเร็วขึ้น และลึกขึ้น ซึ่งการหายใจก็จะช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือดด้วยนะคะนักเรียน …. ปริมาณการใช้ Acetazolamida ปกติคือ 250 มิลิกรัม/ 12 ชั่วโมง และต้องใช้อย่างระมัดระวังเพราะมีผลข้างเคียงอยู่พอสมควร ตั้งแต่ปวดศีรษะ วิงเวียน มือเท้าชา เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อย นอนหลับยาก ความสามารถในการมองเห็นเปลี่ยน และอาจจะไปถึงขั้นแน่นหน้าอก หายใจขัด บวมบริเวณตา มือ และข้อเท้า นอกจากนี้ ก็ไม่ได้รับประกันว่าใช้ยานี้แล้วจะไม่เป็นโรคจากขึ้นที่สูงแน่นอน ก็ยังควรจะค่อยๆ ขึ้นที่สูงอย่างช้าๆ ดื่มน้ำให้มาก และพักผ่อนร่างกายอยู่ดี

สำหรับคนที่ไม่อยากพึ่งพาสารเคมี สามารถลองวิธีธรรมชาติ นั่นคือการเคี้ยวใบโคคา หรือดื่มชาที่ชงจากใบโคคา ใช่แล้ว… โคคาที่ถ้าผ่านกรรมวิธีก็จะกลายมาเป็นโคเคนนั่นแล

โคคาเป็นต้นไม้แถบเทือกเขาแอนดิส (ตะวันตกของอเมริกาใต้) เป็นพืชเศรษฐกิจของโบลิเวีย โคลอมเบีย เอกวาดอร์ เปรู รวมไปถึงทางตอนเหนือของอาร์เจนตินา และพบการปลูกทางใต้ของเม็กซิโกด้วย หลักๆ มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งเติบโตได้ดีในสภาพอากาศต่างๆ ทั้งร้อนชื้น ทั้งแห้ง และมีสายพันธุ์พิเศษที่เรียกว่า supercoca เป็นสายพันธุ์ที่ฆ่าไม่ตาย ทนทานต่อยาฆ่าพืช ซึ่งยังตอบแน่ๆ ไม่ได้ว่า เกิดจากการผสมกันไปมาของแต่ละสายพันธุ์ตามธรรมชาติ หรือว่าถูกปรับแต่งพันธุกรรม (นึกถึงเมล็ดถั่วเหลืองของ Monsanto ที่ถูกปรับแต่งทางพันธุกรรมให้ทนต่อยาฆ่าหญ้า) หากนับปริมาณต้นโคคาบนโลกนี้ มากกว่าร้อยละ 98 ปลูกอยู่ที่โคลอมเบีย เปรู และโบลิเวีย จะใช้ใบโคคาจากต้นที่อายุ 1 ปีครึ่งไปจนถึง 40 ปี ในแต่ละปี เก็บเกี่ยวได้ 3 รอบ คือมีนาคมหลังหน้าฝน มิถุนายน และตุลาคมหรือพฤศจิกายน เก็บแล้วก็เอาใบมาตากให้แห้ง ถามว่า เคี้ยวใบโคคาหรือดื่มชาใบโคคาจะเหมือนเสพโคเคนหรือไม่? ไม่เหมือนนะจ๊ะ เพราะในใบโคคามีสารที่จะสกัดเป็นโคเคนในปริมาณที่น้อออออยมาก ฉะนั้นการเคี้ยวใบโคคา หรือดื่มชาใบโคคาจะไม่มีผลต่อร่างกายเหมือนการเสพโคเคน ฉะนั้นไม่ต้องกลัว … เอ๊ะ หรือ ไม่ต้องแอบดีใจว่าจะได้ลองเสพโคเคนแบบไม่ผิดกฎหมาย …

น้ำชาจากใบโคคามีสีเขียวเหลืองๆ รสขมจางๆ คล้ายชาเขียว แต่มีรสหวานตามธรรมชาติมากกว่าชาเขียว
เขาเคี้ยวใบโคคากันยังไง ง่ายๆ เลย อมไว้ในปาก พอเริ่มชุ่มน้ำลายก็เคี้ยว บ้างก็ผสมกับผงถ่านของต้นคินัว หรือเปลือกต้นไม้บางชนิด บ้างก็ผสมมะนาว หรือแม้แต่ baking soda ทั้งเพื่อรสชาติ และช่วยให้ใบโคคาปล่อยสารออกมาได้มากขึ้น คนพื้นเมืองเขานิยมอมใบโคคาไว้ที่แก้มทั้งสองข้าง แล้วค่อยๆ เคี้ยว ฉะนั้น ถ้าเห็นคนพื้นเมืองแก้มตุ่ยๆ เดาได้เลยว่า อมใบโคคาไว้ที่กระพุ้งแก้ม เมื่อเคี้ยวใบโคคา จะรู้สึกชาในปาก ผลที่ได้คือทำให้ไม่หิว ไม่กระหาย ไม่เจ็บปวด ไม่เหนื่อย แก้ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดไขข้อ หรือเวลามีเเผล ในอดีตคนพื้นเมืองเขาใช้เป็นเหมือนยาชาเวลาคลอดลูก รวมถึงเวลากระดูกหักด้วยนะ นอกจากนี้ ยังเอาไว้ใช้ช่วยหยุดเลือด เคยใช้รักษามาลาเรีย หอบหืด ปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร อาการท้องร่วง แถมยังกระตุ้นเรื่องเพศ และช่วยให้ชีวิตยืนยาว ใบโคคามีแคลเซียม โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน บี1 บี2 ซี และอี และยังมีสารอาหารเช่น โปรตีน และไฟเบอร์ นอกจากนี้ คนพื้นเมืองยังใช้ใบโคคาในพิธีกรรมต่างๆ ตั้งแต่ก่อนยุคอินคาจวบจนถึงปัจจุบัน ทั้งเป็นเครื่องสักการะให้เทพต่างๆ ทั้งเทพภูเขา ทั้งบูชาพระอาทิตย์ ใช้เคี้ยวก่อนสวดมนต์ ก่อนทำพิธี ทำสมาธิ และยังเอามาดูดวงทำนายด้วย

ทางโบราณคดีเคยพบเศษใบโคคาในมัมมี่ที่อายุ 3,000 ปี (อเมริกาใต้ก็มีมัมมี่นะ) มีหลักฐานการเคี้ยวใบโคคาผสมกับมะนาวมาเนิ่นนานหลายพันปี มีหลักฐานการใช้ใบโคคาในวัฒนธรรมต่างๆ พบรูปปั้นคนแก้มตุ่ย (เพราะเคี้ยวใบโคคา) การบริโภคใบโคคาแพร่หลายในบริเวณเทือกเขาแอนดิส แต่พอเข้ายุคอินคา เริ่มมีความเชื่อว่าใบโคคาเกี่ยวโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ รัฐผูกขาดการปลูกต้นโคคา และคนที่จะได้บริโภคก็มีแค่พวกชนชั้นสูง พอพ้นยุคอินคาใบโคคาเริ่มกลับมาแพร่หลายอีกครั้ง และเริ่มแพร่เข้าไปในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 16 ก่อนจะมาเป็นที่นิยมในช่วงศตวรรษที่ 19 ส่วนโคเคนนั้น เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1859 โดยการค้นพบของนาย Albert Niemann เภสัชกรและนักเคมีชาวเยอรมัน จากมหาวิทยาลัย Gottingen ตอนนั้นเชื่อว่าโคเคนมีผลดีต่อสุขภาพ เป็นที่นิยมมาก มีการผลิตอะไรต่างๆ ที่มีส่วนผสมของโคเคน ในช่วงนั้นชวา (ซึ่งอยู่ใต้การปกครองของฮอลแลนด์) เป็นผู้ส่งออกใบโคคารายสำคัญ ส่งกันมากถึง 1 ล้านกิโลกรัม โดยส่งไปฮอลแลนด์เพื่อผลิตโคเคน ยุคนั้นชวาส่งออกใบโคคาได้มากกว่าเปรูเสียอีก แต่ต่อมาเมื่อพบว่าโคเคนทำให้เสพติด ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ประเทศต่างๆ นอกทวีปอเมริกาจึงเริ่มออกกฎหมายห้ามโคเคน

โคคาเริ่มถูกห้ามใช้เพื่อการอื่นนอกจากการแพทย์และวิทยาศาสตร์ครั้งแรกใน Single Convention on Narcotic Drugs ปี 1961 ของสหประชาชาติ ซึ่งนอกจากจะบอกให้ประเทศสมาชิกต้องทำลายต้นโคคาทั้งที่เกิดตามธรรมชาติ และที่ปลูกโดยผิดกฎหมายแล้ว ยังบอกด้วยว่าการเคี้ยวใบโคคาจะต้องถูกกวาดล้างให้หมดไปภายใน 25 ปี นับจากที่ Convention นี้มีผลบังคับใช้ (มีผลบังคับใช้เมื่อปี 1975) ประเทศที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในการใช้ใบโคคา ไม่ว่าจะทางศาสนา หรือทางการแพทย์ก็ร่วมกันคัดค้าน หรือเสนอให้มีการเพิ่มข้อความในสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่างๆ ว่า กฎระเบียบต่างๆ จะต้องเคารพในประวัติศาสตร์ วิถี และวัฒนธรรมการใช้ใบโคคามาตั้งแต่อดีตของประเทศเหล่านี้ด้วย

ในช่วง 30 กว่าปีมานี้ ประเทศผู้ผลิตใบโคคาจะถูกแรงกดดันทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ ให้ควบคุมการปลูก เพื่อลดปริมาณโคเคนในตลาดโลกเนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดนำเข้าโคเคนที่สำคัญของโลก อยากเห็นภาพและได้ความรู้พร้อมความบันเทิง ขอเเนะนำให้ดูเรื่อง Narcos ใน Netflix ซึ่งพูดถึงชีวิตของ Pablo Emilio Escobar Gaviria เจ้าพ่อโคเคนชาวโคลอมเบีย ในเรื่องบอกว่า ยุคแรกๆ ที่ส่งโคเคนเข้าสหรัฐฯ ไปง่ายๆ ให้คนหิ้วเข้าประเทศทางเครื่องบิน ได้เที่ยวละ 5 กิโลกรัม แต่พอติดตลาดแล้ว คนต้องการซื้อมากขึ้น ต้องคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการขนส่งโคเคนทางเครื่องบินถือเป็นการปฏิวัติวงการยาเสพติดโลกเลยว่างั้น ทุกวันนี้ นอกเหนือจากประเทศในอเมริกาใต้แล้ว ใบโคคามักถูกจัดให้ผิดกฎหมายเช่นเดียวกับโคเคน

ถ้าจะว่าไปแล้ว ทุกวันนี้ การถกเถียงอภิปรายเรื่องโคคา โคเคนก็ยังไม่จบ ฝั่งที่สนับสนุนบอกว่า นี่เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมเป็นอยู่แบบนี้กันมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์บรรพบุรุษ และในทุกวันนี้ก็เป็นพืชเศรษฐกิจ มีเกษตรกรที่หาเลี้ยงชีพจากการปลูกต้นโคคา ขายใบโคคา ถ้ากวาดล้างกันให้หมดไป กลุ่มคนพวกนี้จะทำอะไรกิน ที่สำคัญต้องแยกแยะสิว่า “la coca no es cocaína” “โคคาไม่ใช่โคเคน” ตามสโลแกนของนายเอโว โมราเลส (Evo Morales) ประธานาธิบดีโบลิเวียซึ่งเป็นกระบอกเสียงสำคัญ เพราะตัวเองก็เป็นเจ้าของไร่ปลูกโคคา และเคยเป็นผู้นำสหภาพผู้ปลูกโคคาด้วย นอกจากโบลิเวียแล้ว ก็มีเปรู และเวเนซูเอลาที่มีบทบาทแข็งขันในการส่งเสริมการปลูก การใช้ และการขยายตลาดที่ถูกกฎหมายของใบโคคา ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านก็บอกว่า คุณบอกว่า ทุกวันนี้ปลูกต้นโคคาเพื่อเก็บใบโคคา ไม่ได้จะเอาไปทำโคเคนน่ะมันฟังไม่ขึ้น เพราะปริมาณต้นโคคาที่ปลูกกันอยู่ในปัจจุบันมันให้ผลผลิตใบโคคาที่มากเกินกว่าความต้องการใบโคคาในตลาดโลก ใบโคคาส่วนที่เหลือจะไปไหนเสีย ถ้าไม่ใช่เข้าห้องแลปโรงงานผลิตโคเคน

ไม่รู้ล่ะว่าใบโคคาจะไปทางไหนต่อ ขอแอบเชียร์ให้ไม่ผิดกฎหมาย เพราะมันคือใบไม้ ไม่มีผลทำให้เสพติด ตัวที่ต้องกวาดล้างต้องห้ามคือโคเคน และระหว่างนี้ หากมีโอกาสได้กลับไปแถวเทือกเขาแอนดิสอีก ก็จะดื่มชาใบโคคา และเคี้ยวใบโคคาเพื่อป้องกันโรคจากขึ้นที่สูงต่อไป

Potlatch ปาร์ตี้อินเดียนสไตล์

ตอนหาข้อมูลเรื่องเสาโทเท่ม ได้เจอกับคำว่า potlatch เป็นครั้งแรก ลองอ่านข้อมูลสรุปสั้นๆ ได้ว่า เป็นงานเลี้ยงเฉลิมฉลองของคนพื้นเมืองดั้งเดิมโซนเดียวกับที่ทำเสาโทเท่ม (ตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ) แต่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะ 6 เผ่าที่ทำเสาโทเท่มเท่านั้น เป็นงานฉลองในโอกาสสำคัญต่างๆ เจ้าของงานจะแสดงฐานะ และสถานะ ของตัวและครอบครัวผ่านการแจกของให้กับคนที่มาร่วมงาน ยิ่งแจกมาก ก็ยิ่งแสดงว่ารวยและมีสถานะที่สำคัญในสังคม แต่ที่เด็ดและน่าสนใจคือว่า การแสดงฐานะที่ว่า นอกจากจะด้วยการแจกของแล้ว ยังทำได้ด้วยการ ”ทำลาย” ของด้วย…

ก่อนอื่น ทำความเข้าใจเรื่องคำศัพท์ก่อนดีกว่า ตลอดเรื่องเสาโทเท่ม ใช้คำว่า “คนพื้นเมืองดั้งเดิม” เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะแปล First Nations ว่าอะไรดี ตอนนี้รู้แล้วว่า น่าจะแปลว่า อินเดียน – อินเดียนแบบอินเดียนแดง ไม่ใช่อินเดียนจากอินเดียนะจ๊ะนายจ๋า — ไปเจอข้อมูลจากเวปไซต์ของ Indigenous and Northern Affairs Canada (INAC) แปลประมาณกระทรวงคนพื้นเมืองและกิจการพื้นที่ทางเหนือของแคนาดา บอกว่า คนพื้นเมืองดั้งเดิมของแคนาดาที่ได้รับการยอมรับสถานะอย่างเป็นทางการ แบ่งได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ First Nations (อินเดียน), Inuit (อยู่แถวขั้วโลกเหนือ “เอสกิโม” ที่คนไทยคุ้นชื่อก็อยู่ในกลุ่มนี้) และ Métis (พวกลูกผสมระหว่างอินเดียนกับคนยุโรปที่มาตั้งถิ่นฐานในแคนาดายุคแรกๆ) ฉะนั้น จากนี้ หากพูดถึงอินเดียน จะหมายถึง First Nations นะจ๊ะ

กลับมาเรื่อง potlatch
คำว่า potlatch มาจากภาษา Nootka (บางที่ก็ว่าภาษา Chinook) แปลว่า “ของขวัญ” หรือ “การให้” งาน potlatch เป็นงานเลี้ยงเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญต่างๆ ตั้งแต่การเกิด การแต่งงาน การขึ้นบ้านใหม่ งานศพ การตั้งเสาโทเท่ม โดยไฮไลท์ของงาน คือ การแจก “ของขวัญ” ให้คนที่มาร่วมงาน ซึ่งมีทั้งคนในเผ่าตัวเองและคนจากเผ่าอื่น ครอบครัวอื่น หมู่บ้านอื่นด้วย ของที่แจกมีตั้งแต่หนังสัตว์ อาหารแห้ง จานชาม เรือแคนู ไม้แกะสลัก อาวุธ ผ้าห่ม Chilkat (ผ้าห่มถักจากขนแพะภูเขา ต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะทำได้ซักผืน เป็นของที่มีค่ามาก) ผ้าห่ม Hudson Bay (ผ้าห่มขนแกะจากยุโรปซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่คนอินเดียน) เครื่องประดับ เป็นต้น นอกจากนี้ potlatch ยังเป็นโอกาสในการส่งมอบ/ ส่งต่อสถานะทางสังคมด้วย เช่น หัวหน้าเผ่าส่งมอบอำนาจให้ลูก รวมถึงการส่งมอบสิทธิต่างๆ เช่น สิทธิในการล่าสัตว์ สิทธิในการตกปลา สิทธิในการเก็บผลเบอร์รี่ในพื้นที่ที่กำหนด โดยคนที่เข้าร่วมงานก็เป็นเหมือนพยานรับรู้รับทราบการส่งมอบดังกล่าว

งาน potlatch ประกอบด้วยการเลี้ยงอาหาร การร้องเพลง การเต้นรำ บางงานใช้เวลาเตรียมงานกันเป็นปีๆ — จริงๆ ก็คือใช้เวลาในการสะสมข้าวของที่จะเอามาแจกในงานนั่นแหละ – ตอนจัดงาน บางงานก็ 2-3 วันแต่บางงานยาวนานเป็น 3 อาทิตย์ การแจกของภายในงานก็มีการจัดลำดับ เริ่มด้วยหัวหน้าเผ่าที่ได้รับเชิญมาร่วมงาน ตามด้วยผู้สูงอายุ นักร้องนักแสดง และค่อยแจกให้แขกร่วมงานทั่วไป

นักวิชาการวิเคราะห์ว่า งาน potlatch สะท้อนให้เห็นความคิดในการบริหารจัดการชุมชนซึ่งตั้งอยู่บนความรับผิดชอบต่อชุมชนและแนวคิดประชาธิปไตย (ว่าไปนั่นเลยนะ) เขาว่า การแจกของเนี่ยเป็นวิถีที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมทางสังคมและเป็นการแสดงความชอบธรรมของหัวหน้าเผ่าด้วย เพราะหัวหน้าเผ่าเป็นผู้บริหารจัดการทรัพย์สมบัติของเผ่า แต่ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สมบัตินั้น การแจกของเป็นหลักประกันอันหนึ่งว่า หัวหน้าเผ่าไม่ใช้ตำแหน่งมาสั่งสมทรัพย์สมบัติและผลประโยชน์ใดๆ เป็นการส่วนตัว ช่วยป้องกันการคอรัปชั่น ช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าเผ่า ซึ่งความเชื่อมั่นของผู้ใต้ปกครองนี้จะช่วยส่งให้ผู้ปกครองมีอำนาจต่อไป … จากงานปาร์ตี้ธรรมดาของคนอินเดียนเริ่มจะเป็นเรื่องวิชาการหลักการเมืองการปกครองและการบริหารประเทศแล้วนะเนี่ย ไม่ธรรมดาซะแล้ว …

Dorothy Johansen นักประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือเคยอธิบายไว้ว่า potlatch เป็นโอกาสที่เจ้าของงานครั้งนี้จะเกทับท้าทายหัวหน้าเผ่าอื่นๆ ให้จัด potlatch และแจกจ่าย รวมทั้งทำลายข้าวของให้เยอะขึ้นในงานครั้งหน้า ถ้าหัวหน้าเผ่าอื่นๆ ไม่ “เกทับกลับ” ด้วยการแจกหรือทำลายข้าวของให้เยอะขึ้น หัวหน้าเผ่าและเผ่านั้นๆ ก็จะเสียหน้าและเสียอำนาจลง ฉะนั้น potlatch เป็นเหมือนการควบคุมสถานะความสัมพันธ์ระหว่างเผ่า ระหว่างหมู่บ้านด้วย ใครเจ๋งกว่ากัน ไม่ได้วัดกันที่ทรัพย์สินสมบัติที่มี แต่อยู่ที่ว่าใครแจกจ่ายทรัพย์สินสมบัติมากกว่ากันต่างหาก

ความคิดของ potlatch เป็นแนวความคิดที่คนยุโรปที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในแคนาดาไม่เข้าใจ แม้แต่ยุคนี้สมัยนี้ คนที่ไม่ใช่คนอินเดียนก็อาจจะไม่เข้าใจอยู่เหมือนเดิม เพราะมันขัดแย้งกับเศรษฐกิจแบบตลาด (market economy) ที่เราคุ้นเคย ทุกวันนี้เราถูกสอนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีค่ามีราคา การจะเสียสิ่งหนึ่งไปก็ต้องแลกกับการได้อะไรมาในค่าในราคาที่เท่าๆ กัน นั่นก็คือการซื้อขายด้วยเงิน หรือการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันด้วยของ เช่น ข้าวแลก… แลกอะไรดี แลกน้ำตาล แลกเครื่องยนต์อะไรก็ว่ากันไปเนอะ แต่ potlatch ตั้งอยู่บนแนวคิดเศรษฐกิจแห่งการให้ (gift economy) คือ ไม่มีการซื้อขาย ไม่มีข้อตกลงชัดเจนของการแลกเปลี่ยนกัน (เจอคำนี้ในบทความ “Gift Economy ในระบบตลาดเสรี” ของวรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์)
เศรษฐกิจแห่งการให้เนี่ย ไม่ได้มีเฉพาะ potlatch ของคนอินเดียนแต่พบได้ในพวกเมารี รวมถึงชนเผ่าในปาปัวนิวกินีด้วย หรือแม้แต่การทำบุญแบบไม่หวังผลตอบแทนของชาวพุทธก็เข้าข่ายนี้เช่นกัน

Agnes Alfred นักเขียนคนอินเดียนบอกไว้ว่า “When one´s heart is glad, he gives away gifts” คนที่หัวใจมีความสุข เขาจะแจกของขวัญ โดย potlatch เนี่ยเป็นวิธีที่คนอินเดียนใช้แสดงความสุข นอกจากนั้น อ่านเจอว่า มันเป็นการพึ่งพาอาศัยกันด้วย เผ่าที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ เพาะปลูก ล่าสัตว์ไม่ได้ เกิดขาดแคลนอาหารก็ได้รับแจกอาหารและข้าวของเพื่อดำรงชีพจากเผ่าอื่นที่ทำมาหากินได้

วิถีชีวิตนี้ดำเนินไปจนถึงปี 1884 ทางการแคนาดาออกกฎหมายที่รู้จักกันในชื่อ Indian Act มาควบคุมมิติต่างๆ ของชีวิตคนอินเดียน ซึ่งรวมถึงการห้ามจัดงาน potlatch ด้วย ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากพวกมิชชันนารีและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มองว่า งาน potlatch เป็นประเพณีที่ “แย่ยิ่งกว่าไร้ประโยชน์” (worse than useless) ไม่เกิดประโยชน์ ตรงข้ามกับการสะสมทรัพย์สินซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชนที่เจริญแล้ว และยังเสียของด้วย เพราะการทำลายข้าวของโชว์ภายในงานเพื่อแสดงฐานะ นอกจากนั้น งาน potlatch ยังถูกมองว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญสำหรับการกลืนวัฒนธรรมของพวกคนอินเดียน ฉะนั้น การจะทำให้คนอินเดียนกลายมาเป็นคริสตศาสนิกชนที่ดี และเป็นชนที่มีอารยธรรม ต้องสั่งห้ามการจัด potlatch เสีย กฎหมายระบุไว้ว่า คนอินเดียน หรือคนอื่นใดที่ัจัด หรือเข้าร่วมในงาน potlatch มีความผิด โทษคือการจำคุกระหว่าง 2-6 เดือน นอกจากนี้ คนอินเดียน หรือคนอื่นใดที่ส่งเสริมหรือสนับสนุน จะโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้มีการจัดงานดังกล่าวขึ้น ก็มีความผิดและต้องรับโทษอย่างเดียวกัน

ในปี 1886 หัวหน้าเผ่า O´waxalagalis, จาก Kwakwaka´wakw (Kwakiutl) เคยบอกกับ Franz Boas นักมานุษยวิทยาว่า ¨We will dance when our laws command us to dance and we will feast when our hearts desire to feast. Do we ask the white man, ´Do as the Indian does´? พวกเราจะเต้นรำเมื่อกฎของพวกเราสั่งให้เราเต้นรำ พวกเราจะเฉลิมฉลองเมื่อหัวใจของพวกเราปรารถนาที่จะเฉลิมฉลอง พวกเราบอกให้คนขาว “จงทำเหมือนคนอินเดียน” หรือ?
“It is a strict law that bids us to dance. It is a strict law that bids us to distribute our property among our friends and neighbours. It is a good law. Let the white man observe his law, we shall observe ours.” มันเป็นกฎที่เคร่งครัดที่สั่งให้พวกเราเต้นรำ มันเป็นกฎที่เคร่งครัดที่สั่งให้พวกเราแจกจ่ายทรัพย์สินสมบัติกับเพื่อนและเพื่อนบ้านของเรา มันเป็นกฎที่ดี ขอให้คนขาวปฏิบัติตามกฎของเขา พวกเราจะปฏิบัติตามกฎของพวกเรา
“And now, if you come to forbid us dance, be gone. If not, you will be welcome to us” และตอนนี้ ถ้าท่านมาเพื่อห้ามไม่ให้พวกเราเต้นรำ ขอจงไปซะ ถ้าไม่ พวกเรายินดีต้อนรับท่าน

หลังจากออกกฎหมายสั่งห้าม potlatch ได้ไม่นาน ทางการแคนาดาก็รู้ตัวว่า กฎหมายนั้นแทบจะไม่มีประโยชน์ เพราะไม่สามารถควบคุมตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างทั่วถึง ในปี 1888 หลังจากที่ประกาศใช้กฎหมาย Indian Act แค่ 4 ปี Franz Boas ก็ออกมาบอกว่า การสั่งห้าม potlatch เป็นมาตรการที่ล้มเหลว เพราะคนอินเดียนเขาก็ยังจัดงานอยู่ดี เพียงแต่แอบจัด หรือไปจัดในที่ไกลหูไกลตาเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิหนำซ้ำ บางทีเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ไม่เข้มงวดในการตรวจสอบจับกุม เพราะคิดเอาว่า ความนิยมของงานคงจะค่อยๆ ลดลงเมื่อคนอินเดียนรุ่นใหม่โตขึ้นมา แต่หารู้ไม่ว่า การที่กฎหมายสั่งห้ามนั้นยิ่งทำให้การจัด potlatch เป็นเหมือนสัญลักษณ์ในการขัดขืนอำนาจของรัฐ ส่งผลให้ได้รับความนิยมจากคนอินเดียนรุ่นใหม่ด้วย

ช่วงคริสต์มาสปี 1921 มีการลักลอบจัด potlatch โดย Daniel Cranmer เผ่า Kwakwaka´wakw จาก Alert Bay รัฐบริติชโคลัมเบีย ถือว่าเป็นงาน potlatch ที่ใหญ่ที่สุดงานนึง เพราะฉลองกันอยู่ 6 วัน แต่ท้ายที่สุดถูกจับได้ มีคนโดนจับไปเกือบ 50 คน กว่าครึ่งถูกจำคุก ที่เหลือรอลงอาญาหรือลดโทษแลกกับการยอมถูกยึดของที่แจกในงาน ข้อมูลบอกว่า ของถูกยึดไปเกือบพันชิ้น ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ของรัฐนำมาจัดแสดงโดยเก็บค่าเข้าชม จากนั้นของถูกขายกระจัดกระจายไปอยู่ในมือของนักสะสมบ้าง พิพิธภัณฑ์บ้าง ข้อมูลบอกว่า คนอินเดียนเจ็บปวดกันมากกับเหตุการณ์ครั้งนั้น ไม่ใช่เพราะถูกจับและเข้าคุก แต่เพราะของที่โดนยึดถูกนำมาจ้ดแสดง และถูกขนย้ายแบบไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมความเชื่อของเค้าว่า ของบางอย่างเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งปกติจะต้องเก็บไว้ในกล่องไม้ที่ปกปิดมิดชิด มีคำบอกเล่าของคนอินเดียนว่า ได้ไปที่ที่จัดแสดงสิ่งของ มีคนอินเดียนคนนึงหยิบของขึ้นมาแล้วบอกว่า “We have come to say goodbye to our life” เรามาบอกลาต่อชีวิตของพวกเรา จากนั้น คนที่อยู่ตรงนั้นร่วมกันร้องเพลงศักดิ์สิทธิของเค้า และร้องไห้ “as if someone had died” “เหมือนมีใครตาย”….

ต่อมา สังคมแคนาดายอมรับในบทบาทและการเสียสละของคนอินเดียนที่เข้าร่วมในกองทัพและร่วมรบในสงครามโลก และเริ่มมีการตระหนักถึงสิทธิมนุษยชน เริ่มมองเห็นว่า คนอินเดียนถูกอำนาจรัฐริดรอนสิทธิต่างๆ จนสุดท้ายทางการแคนาดาได้ปรับแก้กฎหมาย Indian Act และยกเลิกการห้ามงาน potlatch ในปี 1951

เมื่อ potlatch กลับมาถูกกฎหมายอีกครั้ง คนอินเดียนก็เริ่มเจรจาขอรับสิ่งของที่ถูกยึดไปคืนจากแหล่งต่างๆ มีการตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อเจรจาการนี้โดยเฉพาะ ในที่สุดมีการส่งคืนของจากพิพิธภัณฑ์ในแคนาดา และมีการตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นที่ Alert Bay และ Cape Mudge, Quadra Island เพื่อเก็บรักษาสิ่งของที่ได้รับคืนมา

ปัจจุบัน ประเพณีและวัฒนธรรมของคนอินเดียนได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญแคนาดา และปีนี้เป็นปีที่แคนาดาฉลองครบรอบ 150 ปี แนวทางการจัดงานเฉลิมฉลองต่างๆ ของภาครัฐชัดเจนมากว่า จะเน้นการให้เกียรติและให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของคนพื้นเมืองดั้งเดิม

เสาเล่าเรื่อง

เมื่อครั้งมาถึงแคนาดาใหม่ๆ ได้ออกไปสำรวจพื้นที่เพื่องาน ก็เป็นโอกาสให้ได้ออกไปรู้จักแคนาดาด้วย เพราะแต่ก่อนแต่ไรไม่เคยได้สนใจแคนาดา ความรู้เกี่ยวกับแคนาดา ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม เรียกได้ว่า แทบจะเป็นศูนย์ วันนั้นได้ไปดูสถานที่ที่ Totem Poles ที่ Stanley Park คุ้นๆ ว่า เคยได้ยินใครสักคนพูดสรุปสั้นๆ ว่าเสาโทเท่มเป็นงานของพวก First Nations (คนท้องถิ่นดั้งเดิมของแคนาดา ก่อนที่คนยุโรปจะเดินทางมาถึง) พอไปถึง ก็ได้เห็นเสาไม้ต้นสูงๆ แกะสลักสวยงาม ทาสีสดใส จัดวางอยู่ในส่วนหนึ่งของ Stanley Park และมีนักท่องเที่ยวเดินชม บ้างถ่ายรูป บ้างอ่านป้ายข้อมูล และพยายามพินิจพิเคราะห์เสาโทเท่มมองหารูปลายต่างๆ ตามคำอธิบายของป้าย เลือดคนชอบเที่ยวสูบฉีดอยู่ในตัว อยากเข้าไปอ่านป้าย อยากเข้าไปดูใกล้ๆ อยากใช้เวลาอยู่นานๆ แต่ทำได้แค่เดินเฉียดๆ และต้องรีบจากมา

p1010030
Enter a caption

เท่านั้นเลยจริงๆ การเจอกันครั้งแรกของเรา

หลังจากนั้น ได้กลับไปตรงนั้นอีกหลายครั้ง รวมถึงได้ไปเห็นเสาโทเท่มในที่อื่นๆ เริ่มสนใจว่ามันต้องมีอะไร มันต้องมีความสำคัญมากพอสมควร ไม่เช่นนั้น ไม่ขึ้นชื่อว่าเป็น the must สำหรับนักท่องเที่ยวหรอก

หาข้อมูลสิคะ จะรอช้าอยู่ใย

เสาโทเท่ม หรือ Totem poles เป็นงานเเกะสลักเสาไม้ซึ่งเป็นศิลปะของคนท้องถิ่นดั้งเดิมตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ ไล่กันมาตั้งแต่ทางใต้ของอลาสกา จนถึงแถวรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดา และต่อไปจนถึงรัฐโอเรกอนของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

คำว่า Totem มาจากภาษา Ojibwe คำว่า Odoodem หรือบางที่ก็ว่า Dodaem แปลว่า “his kinship group” แปลว่าอะไรดีล่ะ? แปลว่า “กลุ่มเครือญาติ” ก็แล้วกัน ก็คือสัญลักษณ์ของกลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ตระกูล เผ่า หรือ ชุมชน โดยสัญลักษณ์ที่ว่าก็เป็นได้ทั้งสิ่งมีชีวิต สิ่งของ หรือสัญลักษณ์ต่างๆ ก็คงเหมือนเป็นโลโก้ของแต่ละครอบครัว แต่ละชุมชน คน Ojibwe เนี่ยบางทีก็รู้จักในชื่อ Ojibwa, Ojibway, Chippewa ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นดั้งเดิมของอเมริกาเหนือ อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา บริเวณวิสคอนซิน มินนิโซตา และแคนาดา ตั้งแต่ฝั่งออนแทริโอ ควิเบก มาจนถึงรัฐบริติชโคลัมเบีย … อาณาเขตกว้างใหญ่มากเลยนะเนี่ย อยู่ตั้งแต่ฝั่งขวายันฝั่งซ้ายของแคนาดาเลย

เสาโทเท่มมักทำมาจากต้นซีดาร์ซึ่งมีอยู่เยอะในแถบนี้ และเป็นไม้ที่ทนทาน ก่อนที่จะโค่นต้นไม้ จะมีการเลือกกันก่อนว่าจะใช้ต้นไหน บางกลุ่มบางเผ่าจะทำพิธีแสดงความเคารพและขอบคุณต้นไม้ด้วย หลายเผ่าเชื่อว่า ต้นไม้ก็เหมือนมนุษย์ มีบุคลิกลักษณะและความพิเศษเฉพาะตัว แต่ก่อนเครื่องมือเครื่องไม้ที่ใช้ในการแกะสลักเสาโทเท่ม เป็นพวกหิน เปลือกหอย แม้กระทั่งฟันของตัวบีเวอร์ แต่ต่อมา เมื่อคนยุโรปเข้ามาจึงเริ่มได้ใช้เครื่องมือแกะสลักที่ทำจากเหล็กและโลหะ แต่เดิมช่างที่แกะสลักเสาโทเท่มมีเฉพาะผู้ชาย ต่อมาจึงเริ่มมีผู้หญิงเข้ามาทำงานนี้ด้วย ช่างหลายคนเริ่มเรียนรู้งานนี้ตั้งแต่เป็นเด็กด้วยการสืบทอดกันมาในครอบครัว
พูดถึงกลุ่ม ถึงเผ่า ก็ไม่ใช่ว่าคนดั้งเดิมทุกเผ่าจะทำเสาโทเท่มนะ ในหมู่คนท้องถิ่นดั้งเดิมที่เยอะแยะหลากหลายมีอยู่แค่ 6 เผ่าที่ทำเสาโทเท่ม ประกอบด้วย Haida, Nuxalt หรือ Bella Coola, Tlingit, Tsimshian, Coast Salish 5 เผ่าแรกนี่ไม่มีปัญหา เพราะข้อมูลทุกที่ตรงกัน อาจจะเรียกชื่อต่างกัน แต่พอเข้าไปดูละเอียดก็จะพบว่า ชื่อต่างกันก็จริง แต่สุดท้ายก็คือเผ่าเดียวกันนั่นแหละ เผ่าที่ 6 นี่สิ เป็นประเด็น เพราะที่นึงบอกว่าเป็น Kwakwaka’wakw (สาบานได้ว่านี่คือชื่อ … เคยขับรถแล้วเห็นป้ายข้างทาง มีชื่อนี้ด้วย … อื้อหือ กว่าจะสะกดได้ก็ขับเลยไปไกลแล้วมั้งคะ….) แต่บางที่บอกว่าเป็น Chinook ลองหาข้อมูลดูแล้ว 2 เผ่านี้ไม่ใช่เผ่าเดียวกัน เอาไงดี … เอาเป็นว่า ขอละไว้เท่านี้ก็แล้วกันว่า มีข้อมูลที่แตกต่างกันอยู่นิดนึง … ได้คำตอบเมื่อไหร่ จะมา update ข้อมูลก็แล้วกัน

งานแกะสลักของแต่ละเผ่าก็จะมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น Kwakwaka´wakw จะแกะรูปคนตาเรียวเล็ก Haida คนจะตาโต Tsimshian กับ Nuxalt มักจะแกะสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตในจินตนาการ ส่วน Coast Salish มักจะแกะรูปคน เป็นต้น แต่โดยรวม สิ่งที่คล้ายกันคือการใช้สิ่งต่างๆ ใกล้ตัวมาเล่าเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นคน พืช สัตว์ต่างๆ โดยสัตว์ที่พบบ่อยคือ นกอินทรี ตัวบีเวอร์ อีกา วาฬ หมี แซลม่อน แม้กระทั่งยุง สีที่ใช้มักจะเป็นสีดำ สีแดง สีน้ำเงิน บางทีก็มีสีขาว สีเหลือง นอกจากนี้ เสาโทเท่มที่ไม่ทาสีก็มีด้วยเช่นกัน เมื่อแกะสลักเสร็จ ตอนตั้งเสาจะมีงานเลี้ยงเฉลิมฉลองกันใหญ่โต เป็นโอกาสให้เจ้าของเสาโทเท่มได้แสดงฐานะ และความสำคัญของตัวเองและครอบครัว และเป็นโอกาสให้คนในเผ่าได้เฉลิมฉลองรื่นเริงด้วย
การแกะสลักเสาโทเท่มทำขึ้นเพื่อแสดงสัญลักษณ์ เพื่อเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งประวัติของครอบครัววงศ์ตระกูล เพื่อเล่าเรื่องราวตำนานความเชื่อ ไปจนถึงเพื่อประจานคนที่ทำอะไรผิด ตัวอย่างเรื่องเล่าตำนานที่แกะสลักไว้บนเสาโทเท่ม เช่น กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (จะได้รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องเล่าหน่อย) หญิงคนหนึ่งเข้าป่าไปเก็บลูกเบอร์รี่ แล้วไปเหยียบอึหมีเลยลื่นล้ม (ในตำนานบอกเป็นอึจริงๆ นะไม่ได้แต่งขึ้นมาเอง) ลูกเบอร์รี่ที่เก็บมาเลยหล่นกระจัดกระจาย นางโกรธมาก โวยวายว่าหมีนำความซวยมาให้ ฝั่งหมีได้ยินว่าโดนด่าสารพัดก็โกรธ ก็เลยไปจับตัวนางมา และพาตัวไปที่หมู่บ้าน (ของเหล่าหมี) ต่อมา พ่อหมีกับนางตกหลุมรักกัน ก็เลยมีลูก (หมี) ด้วยกัน 2 ตัว (คน) หลังจากนั้น นางกลับไปที่หมู่บ้านของตัวเอง และไปบอกคนที่หมู่บ้านให้รู้จักเคารพสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมถึงหมีด้วย เรื่องเล่านี้ แปรรูปมาเป็นเสาโทเท่มที่มีพ่อหมีอุ้มลูกหมี 2 ตัว (เอ๊ะ แล้วแม่ไปไหนล่ะ?) การจะเข้าใจความหมายของเสาโทเท่มแต่ละต้น ต้องอาศัยความรู้พื้นฐานพอสมควร ทั้งความรู้เกี่ยวกับที่ตั้ง รูปแกะสลัก และเรื่องเล่าตำนานท้องถิ่นต่างๆ ไม่อย่างนั้น ภาพแกะสลักไม้บนเสาโทเท่มก็จะเป็นเหมือนงานศิลปะธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่ง
พูดถึงตำแหน่งของภาพแกะสลัก เมื่อเสาตั้งอยู่ในแนวตั้ง หากเทียบตามภาพวาดฝาผนังของไทย ข้างบนคือสวรรค์ ข้างล่างคือนรก คนสำคัญ คนสูงส่งคงต้องอยู่ข้างบน แบบนั้นใช่ไหม? สำหรับเสาโทเท่มแล้ว ภาพที่สำคัญที่สุดจะอยู่ด้านล่างสุดของเสา นัยว่ากำลังแบกน้ำหนักของทุกอย่างที่อยู่เหนือขึ้นไป หรืออาจจะอยู่ระดับสายตาก็ได้ อย่างไรก็ดี พบกรณีเสาโทเท่มที่ภาพแกะสลักไม่ได้มีการเรียงลำดับความสำคัญเลยเช่นกัน เป็นเพียงเอาภาพแกะสลักมาเรียงต่อกันจากบนลงล่าง หรือล่างขึ้นบน

ตัวเสาโทเท่มไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนจะไปกราบไหว้บูชา แต่ในขณะเดียวกันคนมักจะให้ความเคารพ ไม่ทำอะไรที่ดูหมิ่น ลบหลู่
หากจะลองแบ่งเสาโทเท่มออกตามชนิดของการใช้งาน น่าจะแบ่งได้ 6 ชนิด
1) เสาตั้งไว้หน้าบ้าน มักจะสูง 20-30 ฟุต เพื่อใช้ประดับตกแต่ง ถ้าตั้งอยู่หน้าบ้านก็มักจะเล่าเรื่องราวของครอบครัว หรือถ้าตั้งอยู่หน้าบ้านของหัวหน้าเผ่าก็มักจะเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเผ่า
2) เสาบ้าน อยู่ในตัวบ้าน ใช้เพื่อรับน้ำหนักหลังคาและตัวบ้าน เรื่องราวก็มักจะเป็นเรื่องราวของครอบครัว ของตระกูลเจ้าของบ้าน
3) เสา mortuary ไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่าอะไรดี “เสาโลง”? เป็นเสาที่มักจะทำขึ้นเมื่อมีคนสำคัญเสียชีวิตเพื่อเก็บอัฐิ หรือร่างของคนที่เสียชีวิตไว้ในโลงบนยอดเสา เรียกว่าโลง เพื่อให้นึกภาพออกว่า ยอดเสาจะมี “กล่อง” ไม้วางอยู่ในแนวนอน แต่ก็มีการสลักไม้ตกแต่ง ไม่ได้ชัดเจนว่าเป็นโลงเหมือนที่ตั้งอยู่ในศาลาวัดในงานศพเมืองไทย เสาโทเท่มนี้จะสูง 50-60 ฟุต เป็นเสาชนิดที่สูงที่สุดในบรรดาเสาโทเท่มทั้งหมด และเป็นเสาชนิดที่พบได้น้อยที่สุด อ่านข้อมูลมาถึงตรงนี้ก็ตกใจเหมือนกันนะ ไม่เคยนึกมาก่อนว่ามีการเก็บอัฐิ หรือร่าง ไว้บนยอดเสาโทเท่มแบบนี้ ที่ผ่านมา เห็นเสาโทเท่มก็จะนึกถึงเรื่องราวประวัติความเป็นมาของคน ของเผ่า จากนี้พอเห็นเสาโทเท่มคงจะมองไปที่ยอดเสาก่อนเลยว่ามีกล่องอะไรแนวนอนวางอยู่รึเปล่า ถ้ามีก็คงจะขนลุกพอสมควร …

Mortuary Pole ของ Chief Skedans ที่ Stanley Park  หน้าตาเป็นแบบนี้ …

p1010035
4) เสาที่ระลึก มักจะทำขึ้น 1 ปี หลังจากที่มีคนเสียชีวิต และตั้งไว้หน้าบ้าน หรือถ้าเป็นหัวหน้าเผ่าก็อาจจะตั้งไว้กลางหมู่บ้าน เพื่อระลึกถึง รวมทั้งเพื่อประกาศด้วยว่า ใครเป็นผู้สืบทอดครอบครัว/เผ่า นอกจากนี้ มีเสาที่ระลึกที่ทำขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นด้วย
5) เสาต้อนรับ ไว้เพื่อต้อนรับแขกจากนอกเผ่า บ้างก็บอกว่า ตั้งเอาไว้เพื่อทำให้คนนอกที่มาถึงรู้สึกกลัว
6) เสาประจาน ทำขึ้นมาเพื่อประจานคน หรือกลุ่มคนที่ทำอะไรผิด หรือติดหนี้แล้วไม่จ่าย มักตั้งอยู่ในที่ที่เห็นได้ชัดเจน เรียกว่าจัดไว้กลางเมืองกันล่ะ … ตัวอย่างเสาประจานที่ขึ้นชื่อมาก เช่น เสา Seward ที่อลาสกา ซึ่งเผ่า Tlingit ตั้งขึ้นเพื่อล้อเลียนความขี้เหนียวของนาย William H. Seward รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ที่ไปร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่หัวหน้าเผ่า Tlingit จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแต่ไม่มีของขวัญอะไรติดไม้ติดมือไปให้หัวหน้าเผ่าเลยสักชิ้น จากเสาประจานนี้ก็เลยทำให้รู้ว่า นาย Seward เนี่ยเป็นรัฐมนตรีฯ ต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เจรจาการซื้อขายดินแดนอลาสกาจากรัสเซีย การเจรจาซื้อขายเสร็จสิ้นลงปี 1867 พอปี 1868 หัวหน้าเผ่า Tlingit จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองให้เป็นเกียรติในโอกาสที่นาย Seward เยือนอลาสกา แต่แหม ไปกินของเขาโดยไม่มีอะไรติดไม้ติดมือไปให้เขาเลย ก็เอาเสาโทเท่มประจานไปอันนึงก็ละกัน เป็นเสาที่ด้านบนเป็นคนที่หน้าแดง และหูใหญ่ ล้อเลียนลักษณะของนาย Seward ที่หูใหญ่จริงๆ หรือเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อปี 2007 ที่อลาสกามีการทำเสาโทเท่มรูปหน้าล้อเลียนนาย Lee Raymond ซึ่งเป็น CEO ของ Exxon เพราะว่า Exxon ติดหนี้ไม่ยอมจ่ายเงินค่าปรับตามคำสั่งศาลกรณีน้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมัน Valdez ของ Exxon เมื่อปี 1989 นอกจากนี้ มีการตั้งเสาโทเท่มเพื่อประท้วงนโยบายหรือการดำเนินการของภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อคนท้องถิ่นดั้งเดิมด้วย
การแกะสลักไม้ของคนท้องถิ่นดั้งเดิมแถบนี้เริ่มมีมานานมากแล้ว แต่เพราะทำจากไม้จึงย่อมผุพังไปตามเวลา ทั้งยังขาดการดูแลรักษา และช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่นโยบายของทั้งสหรัฐฯ และแคนาดาพยายามกลืนวัฒนธรรมของพวกคนท้องถิ่นดั้งเดิม ทำให้ปัจจุบันมักพบแต่เสาโทเท่มที่มีอายุไม่มาก เป็นงานที่ทำขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ต้นศตวรรษที่ 19 เสียเป็นส่วนใหญ่ ปกติแล้ว เสาโทเท่มมักอยู่ได้ประมาณ 60-80 ปี แม้จะมีการดูแลรักษา แต่สภาพอากาศฝั่งแปซิฟิกที่ชื้น มีฝน มีลม ก็ส่งผลให้ไม้ผุพังไป บ้างมองว่า การผุสลายไปของเสาโทเท่มเป็นขั้นตอนปกติของธรรมชาติ เทียบได้กับการแก่และตายไปของคน การจะป้องกันไม่ให้ไม้ผุไปตามเวลาเปรียบเหมือนการไม่ยอมรับธรรมชาติของโลก
นักวิชาการวิเคราะห์ว่า เสาโทเท่มน่าจะเริ่มมาจากการใช้งานภายในบ้าน แล้วพัฒนามาเป็นการแสดงสัญลักษณ์เล่าเรื่องราวของครอบครัว ของเผ่า ของชุมชน และแสดงฐานะและความสำคัญของเจ้าของเสา ความนิยมเสาโทเท่มก็สลับสับเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา เมื่อศตวรรษที่ 19 เมื่อคนยุโรปและสหรัฐฯ เริ่มเข้ามาก็ช่วยกระตุ้นให้มีการทำเสาโทเท่มมากขึ้น แต่ต่อมาทั้งสหรัฐฯ และแคนาดาต่างมีนโยบายกลืนวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นดั้งเดิมทำให้ลดจำนวนการทำเสาโทเท่มลงอย่างมาก พอช่วงปี 1830-1880 เป็นช่วงที่มีการค้าขายทางทะเล มีการทำเหมืองแร่ มีการจับปลา ส่งผลให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งมีรายได้มากขึ้น เมื่อมีเงินมากขึ้น ก็มีการจัดงานเฉลิมฉลอง และทำเสาโทเท่มมากขึ้น ซึ่งช่วงนี้ เสาโทเท่มได้รับความนิยมจากนักสะสม นักวิชาการ นักท่องเที่ยว มีการนำไปจัดแสดงที่งานแสดงนานาชาติ (เอกซ์โป) เช่นปี 1876 ที่ฟิลาเดลเฟีย และปี 1893 ที่ชิคาโก อย่างไรก็ดี ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต้นศตวรรษที่ 20 เสาโทเท่มและศิลปะวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นพวกนอกศาสนา ในปี 1884 มีการห้ามการจัดงานเฉลิมฉลอง (potlatch) มิชชันนารีศาสนาคริสต์ได้โน้มน้าวให้คนท้องถิ่นละวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน นอกจากจะไม่ผลิตเสาโทเท่มเพิ่ม ยังมีการทำลายเสาโทเท่มที่มีอยู่ด้วย ช่วงนั้นการทำเสาโทเท่มแทบจะเลิกไปเลยทีเดียว โชคดีที่ต่อมาช่วงปี 1930 ความสนใจต่อศิลปะวัฒนธรรมดั้งเดิมเริ่มกลับมาอีกครั้ง สหรัฐฯ ถึงกับมีโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์เสาโทเท่ม มีการทำเสาโทเท่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีช่างรับจ้างแกะสลักเสาโทเท่มด้วยเทคนิคและวิธีการแบบดั้งเดิม ค่าจ้างตกอยู่ที่หลักหมื่นดอลลาร์สหรัฐ และใช้เวลาตั้งแต่ 6 เดือนถึง 1 ปี
ช่วงที่มีความพยายามกลืนวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม ทั้งจากนโยบายของรัฐบาล และจากหมอสอนศาสนา มีการยึดรวมทั้งขโมยสิ่งของของคนท้องถิ่นดั้งเดิมส่งไปพิพิธภัณฑ์หรือส่งให้นักสะสมในอเมริกาเหนือและยุโรป ตัวอย่างเช่นในปี 1929 เสาโทเท่ม G´psgolox ถูกซื้อภายใต้สถานการณ์ที่ไม่โปร่งใส (ขโมย) และถูกส่งไปสวีเดน และต่อมาได้ถูกนำออกแสดงในพิพิธภัณฑ์ เวลาล่วงไปจนถึงปี 1991 เริ่มมีการเรียกร้องให้ส่งเสาโทเท่มคืน หลังจากการเจรจาอันยาวนาน ในปี 2000 มีการส่งเสาโทเท่ม G´psgolox ที่ทำจำลองขึ้นให้พิพิธภัณฑ์ และในที่สุด ในเดือนเมษายน 2006 พิพิธภัณฑ์ก็ได้ส่งเสาต้นจริงกลับคืนถึงแวนคูเวอร์ ถือเป็นเสาโทเท่มต้นแรกในแคนาดาที่ได้รับกลับคืนมาจากต่างชาติ
ในปัจจุบัน มีการจัดลำดับเสาโทเท่มที่สูงที่สุดในโลก แต่การจัดอันดับนี้ ก็ทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะมีการถกเถียงกันว่า ต้องนับเฉพาะเสาที่ทำจากไม้ต้นเดียวเท่านั้น หรือนับเสาที่ใช้ไม้หลายชิ้นมาประกอบกันก็ได้ ปัจจุบัน เสาโทเท่มที่ได้รับการยอมรับว่าสูงที่สุด อยู่ที่ Alert Bay รัฐบริติชโคลัมเบีย แคนาดา สูง 53 เมตร ทำจากไม้ 2-3 ชิ้น หรือเสาโทเท่มที่ McKinleyville แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ สูง 49 เมตร และทำจากไม้ต้นเดียว เอาเป็นว่า อยู่กันคนละรุ่น ถือว่าทั้งคู่เป็นแชมป์เสาโทเท่มที่สูงที่สุดในโลกในรุ่นของตัวเองละกัน

ตัวอย่างช่างแกะสลักเสาโทเท่มที่มีผลงานเด่นๆ เช่น Mungo Martin (ชื่อนี้เจอบ่อย) Bill Reid, Doug Cranmer, Henry Hunt,Tony Hunt (ลูกชายคนโตของ Henry Hunt) Robert Davidson โดย Tony Hunt และ Robert Davidson ยังมีชีวิตอยู่ หากสนใจ ก็ลองหาดูผลงานกันได้นะคะ

p1010036

ใบไม้บนผืนธง

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น “วันธงชาติแคนาดา” หรือ “National Flag of Canada Day” เป็นการระลึกถึงวันที่ได้เชิญธงชาติแคนาดาแบบที่เราเห็นในปัจจุบันขึ้นสู่ยอดเสาเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2508 โดยแคนาดาเริ่มกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันธงชาติแคนาดาเมื่อปี 2539

flag_of_canada-svg

ธงชาติแคนาดาในปัจจุบัน เป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอน อัตราส่วนความกว้าง : ความยาว 1 : 2 ส่วน ภายในผืนธงประกอบด้วยแถบแนวตั้งสีแดง สีขาว และสีแดง โดยแถบสีขาวกว้างเป็น 2 เท่าของแถบสีแดง และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดบนผืนธงก็ย่อมหนีไม่พ้นรูปใบเมเปิลสีแดง 1 ใบ ตรงกลางแถบสีขาวนั้น ทำให้ธงชาติแคนาดามีชื่อเล่นว่า “ใบเมเปิล” หรือ “Maple Leaf” ด้วย

แต่… ทำไมต้องเป็นใบเมเปิล?

โดยทั่วไป สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์บนผืนธงชาติ มักจะเป็นสีหลักๆ ไม่กี่สี่ และสีเหล่านี้ก็มักจะมีความหมายที่คล้ายๆ กัน เช่น สีแดง หมายถึงเลือดเนื้อที่บรรพบุรุษต้องสูญเสียไปเพื่อสร้างชาติ หรือหมายถึงความกล้าหาญ สีขาว มักจะหมายถึงสันติภาพ ความสงบ ความบริสุทธิ์ รวมถึงศาสนาดังเช่นธงไตรรงค์ของไทย ถ้าประเทศมุสลิมก็มักจะมีสีเขียวอยู่บนผืนธง ถ้าประเทศแอฟริกามักจะมีสีดำ ส่วนกรีซเลือกใช้สีฟ้าซึ่งหมายแทนถึงทะเลที่กรีซมีความผูกพันมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ และหากนึกถึงรูป หรือสัญลักษณ์ต่างๆ ก็จะนึกถึงรูปเคียว รูปดาว สำหรับประเทศที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์ หรือการต่อสู้ทางชนชั้น บ้างก็ใช้แผนที่รูปร่างของประเทศมาอยู่บนผืนธง มีมงกุฎแสดงให้เห็นว่าปกครองระบบกษัตริย์ หรืออาจจะมีสัตว์ที่น่าเกรงขาม เช่น สิงโต หรือสัตว์จากความเชื่อดั้งเดิม เช่น มังกร อะไรประมาณนั้น
ทำไมแคนาดาเลือกใช้ใบเมเปิล?

เมื่ออยากรู้ ก็หาคำตอบ ยุคนี้สมัยนี้ อยากรู้อะไรก็ต้องเข้าเน็ท ก็เลยได้รู้ว่า …

นี่คือหน้าตาธงของแคนาดาในช่วงนั้น

old-flagเห็นได้ว่ายังมีสัญลักษณ์ Union Flag ของสหราชอาณาจักรอยู่
ย้อนกลับไปประมาณปี 2503-2504 เริ่มมีแนวความคิดว่า แคนาดาควรจะมีธงชาติใช้แทนธงที่ใช้ในขณะนั้น พอปี 2507 นายกรัฐมนตรี Lester B. Pearson ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อคัดเลือกแบบธงชาติที่คนส่งเข้าร่วมการคัดเลือก สุดท้าย ธงใบเมเปิลก็ได้รับคัดเลือกจากธงแบบต่างๆ มากกว่า 5 พันแบบ

มีข้อมูลด้วยว่า นายกรัฐมนตรี Pearson ให้ความสำคัญกับการออกแบบธงชาติแคนาดา เพราะว่าระหว่างวิกฤตการณ์สุเอซ (The Suez Crisis) ในปี 2499 นาย Pearson ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของแคนาดา ได้มีบทบาทนำในการผลักดันให้สหประชาชาติหรือ UN ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ หรือ peace-keeping mission เข้าไปควบคุมสถานการณ์ความขัดแยัง โดยแคนาดาเป็นกองกำลังหลัก แต่รัฐบาลอียิปต์ไม่พอใจและต่อต้าน เนื่องจากธงแคนาดาในเวลานั้นยังมีสัญลักษณ์ Union Flag เช่นเดียวกับธงสหราชอาณาจักร ท่าทีของอียิปต์นี้เข้าใจได้ง่ายๆ เพราะวิกฤติการณ์ สุเอซเป็นความขัดแย้งระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส อียิปต์ย่อมไม่พอใจที่กองกำลังรักษาสันติภาพซึ่งควรจะเป็นกลางดันเชิญธงที่มีตรา Union Flag ของอังกฤษซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ซะนี่
นอกจากนี้ นาย Pearson เป็นนักการเมืองโดยฐานเสียงสำคัญของพรรคอยู่ในพื้นที่แคนาดาฝรั่งเศส ซึ่งประชาชนในพื้นที่นี้ ก็รู้สึกต่อต้านธงที่มีตราสหราชอาณาจักรอยู่แล้ว นาย Pearson จึงเห็นความสำคัญของการออกแบบธงชาติแคนาดาที่แตกต่างจากธงสหราชอาณาจักรอย่างชัดเจน ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ประโยชน์ทั้งการเมืองภายใน เพื่อรวมคนแคนาดาทั้งฝั่งอังกฤษและฝั่งฝรั่งเศสให้รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ธงผืนใหม่ และประโยชน์ในการระหว่างประเทศ ธงผืนใหม่จะแสดงให้เห็นชัดไปเลยว่า นี่คือ แคนาดา ไม่เกี่ยวกับสหราชอาณาจักรนะจ๊ะ
จากบทบาทและความพยายามในช่วงวิกฤตการณ์สุเอซ ทำให้นาย Pearson ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเชียวนะ และนอกจากนั้น ยังส่งผลให้แคนาดาให้ความสำคัญกับกองกำลังรักษาสันติภาพมาจนถึงทุกวันนี้ด้วย

พอละ เลยเถิดไปถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว กลับมาที่เรื่องธงใบเมเปิลดีกว่า
ธงใบเมเปิล เป็นการออกแบบของ Dr. George F. G. Stanley ซึ่งเป็นครูสอนอยู่ที่วิทยาลัยทหาร (Royal Military College) ในเมือง Kingston รัฐออนแทริโอ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากธงประจำวิทยาลัยทหารนั่นแล

ธงวิทยาลัยทหารหน้าตาแบบนี้

military-college-flag

แล้วทำไมต้องเป็นสีขาว กับสีแดง?
สองสีนี้ ได้รับการประกาศให้เป็นสีทางการของแคนาดาโดยกษัตริย์ King George V ตั้งแต่ปี 2464 โดยสีแดงมาจากสีไม้กางเขนของ Saint George ซึ่งอยู่บนธงของเรืออังกฤษที่มาขึ้นฝั่งทางตะวันออกของแคนาดาตั้งแต่ประมาณปี 2040 นู้น ส่วนสีขาวมาจากตราประจำราชวงศ์ของกษัตริย์ฝรั่งเศส เรียกได้ว่า มีความหมายมีความผูกพันกันมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์

ส่วนใบเมเปิลก็มีความผูกพันกับแคนาดามาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ด้วยเหมือนกัน เพราะถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของแคนาดามาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 ตราสัญลักษณ์ของทหารแคนาดาที่ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เป็นรูปใบเมเปิล และหลุมฝังศพของทหารก็ยังประดับด้วยใบเมเปิล ในเครื่องแบบของกองทัพ บ้านเราเรียกว่าติดดาวที่บ่า ของแคนาดาเขาติดใบเมเปิล นอกจากนี้ ทุกวันนี้ เหรียญ 1 เซนต์ ก็ยังใช้รูปใบเมเปิลอยู่ เป็นต้น
ปัจจุบัน นอกจากธงชาติแล้ว ใบเมเปิลยังถูกใช้ในธงทางการระดับอื่นๆ ด้วย อาทิ ธงประจำเมือง ธงหน่วยงาน ธงกองทัพ

ดูเครื่องหมายบนบ่าของทหารแคนาดาที่นี่เลยจ้า insignia-poster

ต้นเมเปิลเป็นต้นไม้ประจำชาติของแคนาดา เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ทนทาน ต้นเมเปิลสามารถทนกับสภาพอากาศได้ดี นาย Jacques Viger นายกเทศมนตรีคนแรกของมอนทรีอัลเคยกล่าวไว้ว่า เมเปิลคือราชาแห่งป่า เป็นสัญลักษณ์ของชาวแคนาดา “the king of our forest; … the symbol of the Canadian people”

นอกจากคุณค่าและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน เมเปิลเป็นต้นไม้ที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของแคนาดาได้ด้วย เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่ผลัดใบ ใบเมเปิลจะเปลี่ยนสีสวยงามช่วงฤดูใบไม้ร่วง ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว  มีการจัดเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสี นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ประโยชน์จากต้นเมเปิลได้มากมาย ทั้งการทำไซรัป รวมถึงใช้ประโยชน์จากไม้ ทั้งเพื่อก่อสร้าง เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ เพื่อทำเครื่องดนตรี เช่น ไวโอลิน กีตาร์ กลอง ไม้กลอง รวมถึงการใช้ไม้เมเปิลผลิตพินโบว์ลิ่ง รางโบว์ลิ่ง ไม้พูล ไม้เบสบอล ไปจนถึงคันธนูและเขียง เยื่อไม้เมเปิลยังสามารถนำไปผลิตกระดาษได้อีกด้วย

ปัจจุบัน ต้นเมเปิลยังคงเป็นต้นไม้ประจำชาติของแคนาดา มีการผลักดันและส่งเสริมการอนุรักษ์ต้นเมเปิล เช่น องค์กรการกุศล Maple Leaves Forever จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการปลูกต้นเมเปิลสายพันธุ์ดั้งเดิมในพื้นที่รัฐออนแทริโอ


หมายเหตุ

  1. เป็นการสรุปข้อมูลจากที่ได้อ่านมา ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะเป็นบทความทางวิชาการ ข้อมูลบางอย่างก็ละไว้ แต่ก็พยายามให้มีความถูกต้องมากที่สุดนะคะ
  2. เขียน เมเปิล ไม่ใช่ เมเปิ้ล เพราะไปเจอบทความบนเว็ปราชบัณฑิตยสภา อาจารย์ท่านหนึ่งเขียน couple ว่า คัปเปิล เขียน double ว่า ดับเบิล ก็เลยขอเขียนแบบไม่มีวรรณยุกต์เหมือนกัน

เริ่มต้น

ฉันสนใจสิ่งต่างๆ มากมายหลายอย่าง ทั้งที่ดูมีสาระ เช่น ประวัติศาสตร์ไทยเทศ และไม่มีสาระ เช่น พบผลไม้หน้าตาแปลกที่ตลาดก็สนใจถึงกับต้องหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ทเพิ่มเติม ฉันชอบท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ และโชคดีที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตในต่างประเทศ ทั้งเพื่อการเรียนและหน้าที่การงาน ฉันโตมากับการเล่นกับหมาและการอ่านหนังสือ แม้ว่าปัจจุบันอาจจะอ่านหนังสือที่เป็นกระดาษน้อยลงมาก แต่ก็ยังเสพข้อมูลต่างๆ จากอินเตอร์เน็ทอยู่อย่างสม่ำเสมอ ฉันชอบดูหนัง เน้นหนังที่ไม่ใช่ mainstream และถือได้ว่าฉันฟังเพลงเยอะและหลากหลายแนวดนตรีพอควร ตั้งแต่ Carlos Santana, คาราบาว, Black Eyed Peas, Joan Sebastián, Bryan Adams, Buena Vista Social Club ไปจนถึงแกรมมียุคเฟื่องฟู และ Los Angeles Azules ฉันทำกับข้าวเป็น ฉันเย็บผ้าได้ถ้าจำเป็น ฉันถักโครเชต์ได้ ฉันพยายามออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ …

ทั้งหมดนั้น ทำให้คิดว่า ก็น่าจะเป็นคนที่มีอะไรๆ อยู่ในหัวเพื่อเล่าสู่กันฟังได้พอสมควร

แต่ .. นอกจากจะมีสิ่งที่สนใจมากมายแล้ว ฉันก็มีความขี้เกียจด้วย ที่สำคัญ ฉันมักจะคิดว่า สิ่งต่างๆ ที่ฉันรู้มา เห็นมา ได้ยิน ได้อ่านมานั้น คนอื่นเขาจะสนใจกันหรือ และที่สำคัญถ้าฉันรู้ได้ เห็นได้ ได้ยินได้ อ่านได้ คนอื่นเขาก็ย่อมที่จะรู้ เห็น ได้ยิน อ่านมาได้เช่นกัน ฉันเป็นใครถึงจะตั้งตัวมาเขียน มาเล่าให้คนอื่นฟัง

แต่เอาเถอะ เนื่องด้วยมีคนเชียร์ และลึกๆ แล้ว ฉันก็เคยอยากเขียนอะไรๆ เก็บไว้กับเขาเหมือนกัน ลองดูซักตั้งก็ไม่มีอะไรเสียหาย

นั่นคือที่มาของการเริ่มต้นในวันนี้